เคยไหมที่ตื่นเช้ามาพร้อมความรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ในปาก จะทานข้าวหรือพูดคุยก็ลำบาก อาการเหล่านี้คือสิ่งที่เรียกกันว่า “แผลในปาก” ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพียงอาการร้อนในธรรมดาที่เดี๋ยวก็หายเองได้ แต่ความจริงแล้วแผลที่เกิดขึ้นในช่องปากนั้นมีหลายรูปแบบและเกิดได้จากหลายสาเหตุ บทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาคุณไปเจาะลึกทุกเรื่องราวของแผลในปาก เพื่อให้คุณรับมือได้อย่างถูกวิธีและคืนรอยยิ้มที่มั่นใจกลับมาอีกครั้ง
ผลกระทบจากการมีแผลในปาก
แม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ แต่แผลในช่องปากสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเจ็บปวดหรือความมั่นใจ
- รับประทานอาหารลำบาก : อาการเจ็บแสบทำให้เคี้ยวอาหารยากขึ้น โดยเฉพาะอาหารรสจัดหรือของร้อน
- เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุย : การขยับปากอาจทำให้แผลเสียดสีจนเกิดความเจ็บปวด ส่งผลให้ไม่อยากพูดคุยกับผู้อื่น
- สูญเสียความมั่นใจ : กลิ่นปากที่อาจเกิดขึ้นจากการทำความสะอาดไม่ทั่วถึง หรือความกังวลขณะพูดคุย
แผลในปาก 5 ประเภทที่พบบ่อย

ก่อนจะเริ่มรักษา เราต้องรู้ก่อนว่าแผลที่เราเป็นอยู่นั้นคือประเภทไหน เพราะแผลแต่ละแบบมีสาเหตุและวิธีดูแลที่แตกต่างกัน เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์การรักษาที่ดี
1. แผลร้อนใน (Aphthous Ulcer)
นี่คือประเภทของแผลที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ลักษณะแผลมักเป็นวงรีหรือวงกลม สีขาวหรือเหลือง มีขอบแดงอักเสบ พบได้ตามกระพุ้งแก้ม ริมฝีปากด้านใน หรือลิ้น สาเหตุยังไม่แน่ชัดแต่อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ความเครียด หรือการพักผ่อนน้อย ข้อสังเกตคือแผลชนิดนี้ “ไม่ติดต่อ” และมักหายได้เองภายใน 1 – 2 สัปดาห์ แต่หากเป็นแผลขนาดใหญ่และลึก อาจใช้เวลารักษานานกว่านั้นและอาจทิ้งแผลเป็นไว้ได้
2. แผลเริม (Herpes Simplex)
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HSV (Herpes Simplex Virus) เป็นโรคติดต่อที่สามารถส่งต่อผ่านการสัมผัสหรือน้ำลาย อาการเริ่มแรกมักมีไข้และอ่อนเพลียร่วมด้วย จากนั้นจะมีตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ ขึ้นเป็นกลุ่มบริเวณริมฝีปากหรือในช่องปาก เมื่อตุ่มน้ำแตกจะกลายเป็นแผลที่เจ็บปวดมาก โดยเชื้อไวรัสนี้จะซ่อนอยู่ในปมประสาทและกลับมาเป็นซ้ำได้เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีความเครียด
3. แผลจากการระคายเคือง (Traumatic Ulcer)
เป็นแผลที่มีสาเหตุจากการบาดเจ็บหรือเสียดสี เช่น การเผลอกัดริมฝีปากตัวเองขณะเคี้ยวอาหาร การแปรงฟันแรงเกินไป หรือแผลที่เกิดจากเครื่องมือจัดฟันเกี่ยวเนื้อเยื่อ ลักษณะแผลจะเป็นรอยถลอกหรือจุดสีแดงในช่วงแรก แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว โดยปกติแผลชนิดนี้จะหายได้เร็วภายใน 1 สัปดาห์ หากกำจัดต้นเหตุของการระคายเคืองออกไปได้
4. แผลติดเชื้อรา (Oral Candidiasis)
มักเกิดจากเชื้อรากลุ่ม Candida ลักษณะเด่นคือเป็นฝ้าขาวข้นคล้ายคราบน้ำนมเกาะอยู่ที่กระพุ้งแก้ม ลิ้น หรือเพดานปาก บางชนิดสามารถเช็ดออกได้แต่จะพบรอยแดงอักเสบอยู่ด้านล่าง หรือบางชนิดเป็นฝ้าขาวหนาที่เช็ดไม่ออก แผลประเภทนี้มักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เด็กทารก ผู้ที่ใส่ฟันปลอมตลอดเวลา หรือผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันนาน ๆ
5. แผลไลเคน พลานัส (Lichen Planus)
เป็นโรคผิวหนังชนิดเรื้อรังที่พบในช่องปาก มักพบในผู้ใหญ่วัยกลางคน ลักษณะเป็นแถบสีขาวคล้ายใยแมงมุม หรือเป็นผื่นแดงที่มีแผลเปื่อยบริเวณกระพุ้งแก้ม เหงือก หรือลิ้น ผู้ป่วยมักมีอาการแสบร้อนเมื่อทานอาหารรสจัด สาเหตุสัมพันธ์กับความเครียด หรือการแพ้ยาบางชนิด ซึ่งเป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลจากทันตแพทย์อย่างใกล้ชิด
แผลในปาก เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?

นอกจากชนิดของแผลแล้ว ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดแผลในช่องปากนั้นมีอยู่รอบตัว ทั้งจากนิสัยส่วนตัวและปัญหาสุขภาพที่เราอาจมองข้ามไป
พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
การใช้ชีวิตที่เร่งรีบอาจทำให้เราเผลอทำร้ายช่องปากโดยไม่รู้ตัว เช่น การรับประทานอาหารที่ร้อนจัดหรือรสเผ็ดจัดจนเกินไป การเคี้ยวอาหารเร็ว ๆ จนเผลอกัดปากตัวเอง รวมถึงการใช้แปรงสีฟันขนแข็งหรือแปรงฟันแรง ๆ ก็สามารถทำให้เกิดแผลถลอกและการอักเสบได้
ความเครียดและการพักผ่อน
ร่างกายที่อ่อนแอคือประตูเปิดรับโรค เมื่อเรามีความเครียดสะสม หรือนอนดึกพักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะลดต่ำลง ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้แผลร้อนในหรือโรคเริมกำเริบขึ้นมาได้ง่ายกว่าช่วงเวลาปกติ
ปัญหาทางทันตกรรมและโรคในช่องปาก
สุขภาพช่องปากที่ไม่ดีเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดแผลเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นฟันบิ่นคมที่คอยบาดกระพุ้งแก้ม ปัญหาฟันผุที่ปล่อยทิ้งไว้จนติดเชื้อ หรือแม้แต่การใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดีจนเกิดการเสียดสีและกดทับเหงือก สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดแผลอักเสบซ้ำ ๆ ได้
วิธีรักษาแผลในปากด้วยตัวเอง
หากอาการยังไม่รุนแรง คุณสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลเบื้องต้นดังนี้
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เผ็ดร้อน หรือเปรี้ยวจัด รวมถึงอาหารแข็งที่อาจครูดแผลได้ ควรหันมารับประทานอาหารอ่อน ๆ รสจืด และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดอุณหภูมิในร่างกาย
การใช้ยาช่วยบรรเทาอาการ
สามารถใช้ยาป้ายแผลในปาก (Kinolone) หรือสเปรย์พ่นเพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการเจ็บปวด ในกรณีที่ปวดมากสามารถรับประทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลร่วมด้วยได้ แต่หากสงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อรา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา
การดูแลความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี
ถึงแม้จะเป็นแผลก็ยังต้องทำความสะอาดช่องปากเสมอ แปรงฟันอย่างเบามือด้วยแปรงขนนุ่ม วันละ 2 ครั้ง และอาจใช้น้ำเกลืออุ่น ๆ บ้วนปากบ่อย ๆ เพื่อช่วยลดเชื้อแบคทีเรียและช่วยสมานแผล หลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้แสบแผลมากยิ่งขึ้น
ตรวจสุขภาพช่องปากที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC มั่นใจ ปลอดภัย ดูแลโดยทันตแพทย์ชำนาญการ

ที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC เราเข้าใจดีว่าอาการเจ็บแผลในปากสร้างความรำคาญใจและกระทบต่อชีวิตประจำวันของคุณมากเพียงใด เราจึงมุ่งมั่นที่จะหาคลินิกทำฟันที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อดูแลคุณ
- ทีมทันตแพทย์ผู้ชำนาญการ : เรามีทีมทันตแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์สูง พร้อมตรวจวินิจฉัยแยกโรคของแผลในปากอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นแผลร้อนในทั่วไป หรือรอยโรคที่ซับซ้อน
- เทคโนโลยีการรักษาที่แม่นยำ : เครื่องมือที่ทันสมัยและผ่านการฆ่าเชื้อตามมาตรฐานระดับสากล ช่วยให้การตรวจและรักษาเป็นไปอย่างนุ่มนวล ลดความเจ็บปวด และมีความปลอดภัยสูงสุด
- ใส่ใจทุกความรู้สึก : เราให้ความสำคัญกับความกังวลของคนไข้ ทันตแพทย์และทีมงานพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสได้ไวที่สุด
หากคุณมีอาการแผลในปากเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ หรือมีอาการเจ็บปวดผิดปกติ อย่าปล่อยทิ้งไว้ สามารถนัดหมายเพื่อเข้ามาปรึกษาและตรวจเช็กสุขภาพช่องปากที่คลินิกของเรา เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่ตรงจุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการแผลในปาก
หากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแผลในปากอยู่ เราได้รวบรวมคำถามยอดฮิตและคำตอบที่จะช่วยคลายความกังวลใจมาฝากกัน
1. เป็นแผลในปากบ่อย ๆ ขาดสารอาหารอะไรหรือไม่?
เป็นไปได้ การขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เช่น วิตามินบี 12 (Vitamin B12), ธาตุเหล็ก (Iron) หรือ โฟลิก (Folic Acid) อาจเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดแผลในปากได้ง่ายขึ้น การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ผักผลไม้ และเนื้อสัตว์ จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานได้
2. อมน้ำเกลือช่วยรักษาแผลในปากได้จริงไหม?
จริง การอมน้ำเกลืออุ่น ๆ หรือน้ำเกลือทางการแพทย์ ช่วยทำความสะอาดแผล ลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย และลดการอักเสบได้ แนะนำให้บ้วนปากวันละ 2 – 3 ครั้ง จะช่วยให้แผลแห้งและหายเร็วขึ้น
3. แผลในปากแบบไหนที่เสี่ยงเป็นมะเร็งช่องปาก?
ควรเฝ้าระวังแผลที่มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อแข็ง ขอบแผลนูน แผลที่มีเลือดออกง่าย หรือแผลที่เป็นเรื้อรังนานเกิน 2 – 3 สัปดาห์แล้วไม่หายสักที โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบทันตแพทย์เพื่อตรวจชิ้นเนื้อทันที
สรุป แผลในปากป้องกันได้ เริ่มต้นที่การใส่ใจสุขภาพช่องปาก
แผลในปากอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนสุขภาพกายและใจ การหมั่นสังเกตตัวเอง ดูแลความสะอาดช่องปาก และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด และที่สำคัญหากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที
หากคุณกำลังมองหาคลินิกทำฟันที่เชี่ยวชาญและพร้อมให้คำปรึกษาอย่างละเอียด สามารถนัดหมายเพื่อประเมินสภาพฟันและวางแผนการรักษากับทีมทันตแพทย์ของเราได้ที่เบอร์โทร 099-113-8103 หรือ Line : @teethtalk หรือ Facebook Page : “Teeth Talk Dental Clinic คลินิกทันตกรรม จัดฟัน ทำฟัน” และค้นหาสาขาบริการ ทีมงานของเราพร้อมดูแลและมอบรอยยิ้มที่มั่นใจให้กับคุณ





