เชื่อว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหาชวนหงุดหงิดอย่างการเจ็บในช่องปาก โดยเฉพาะเวลาที่มีแผลใต้ลิ้น เพราะไม่ว่าจะขยับปากพูดคุย หรือจะตักอาหารเข้าปากแต่ละคำ ก็สร้างความทรมานจนหมดความอร่อยไป อาการเหล่านี้บางครั้งก็เป็นเพียงตุ่มใส หรือแผลร้อนในธรรมดาที่หายเองได้ แต่ในบางกรณีก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงกว่านั้น บทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพามาเจาะลึกทุกข้อสงสัยว่าแผลเหล่านี้เกิดจากอะไร และแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์ทันที
แผลใต้ลิ้น (Sublingual Ulcer) คืออะไร?
แผลใต้ลิ้น คือรอยโรคที่เกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ด้านล่างของลิ้น หรือบริเวณพื้นปาก (Floor of mouth)
ลักษณะ : อาจเป็นจุดสีขาว สีเหลือง หรือสีแดง อาจมีลักษณะเป็นตุ่มนูน หรือเป็นแผลหลุมตื้น ๆ ก็ได้
อาการ : เนื่องจากบริเวณใต้ลิ้นนี้เป็นจุดที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทอยู่มาก เมื่อเกิดแผลขึ้นมาจึงทำให้เรารู้สึกเจ็บและแสบมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาที่ลิ้นมีการขยับตัว หรือสัมผัสกับอาหารที่มีรสจัด
แผลใต้ลิ้นมีกี่ประเภท?

เพื่อให้เราสามารถดูแลรักษาตัวเองได้อย่างถูกวิธี เราต้องสังเกตก่อนว่าลักษณะของแผลที่เป็นอยู่นั้นจัดอยู่ในกลุ่มไหน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งประเภทของแผลที่พบบ่อยบริเวณใต้ลิ้นได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
1. แผลร้อนในทั่วไป (Aphthous Ulcer)
เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกเพศทุกวัย ลักษณะจะเป็นแผลตื้น ๆ รูปวงรีหรือวงกลม ตรงกลางแผลมักมีสีขาวหรือเหลืองนวล และมีขอบสีแดงอักเสบล้อมรอบ มักทำให้เกิดอาการเจ็บแสบมาก แต่ไม่ใช่โรคติดต่อและสามารถหายเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ หากไม่มีการติดเชื้อซ้ำซ้อน
2. ตุ่มน้ำใส หรือ ถุงน้ำใต้ลิ้น (Ranula)
ลักษณะจะเป็นก้อนนูนใส ๆ หรือสีออกม่วงคล้ำคล้ายกบจำศีล เกิดจากการอุดตันหรือฉีกขาดของท่อน้ำลายใต้ลิ้น ทำให้น้ำลายไหลออกมาขังอยู่ในเนื้อเยื่อจนโป่งพองออกเป็นถุงน้ำ หากถุงน้ำนี้แตกออกอาจมีเมือกเหนียวไหลออกมาและยุบลงได้ แต่ก็มักจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากไม่ได้รับการรักษาที่ต้นเหตุโดยทันตแพทย์
3. แผลจากการระคายเคือง (Traumatic Ulcer)
เกิดจากการที่เนื้อเยื่อใต้ลิ้นได้รับบาดเจ็บจากการเสียดสี หรือกระแทก เช่น การเผลอกัดลิ้นตัวเอง การถูกขอบฟันที่คมบาด หรือการระคายเคืองจากเครื่องมือจัดฟัน ลักษณะแผลจะตรงกับบริเวณที่เกิดการเสียดสี และมักจะหายไปเองเมื่อกำจัดสาเหตุของการระคายเคืองนั้นออกไป
สาเหตุแผลใต้ลิ้นเกิดจากอะไรได้บ้าง?
การรู้สาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้เราป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ ซึ่งแผลบริเวณใต้ลิ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเฉย ๆ แต่อาจมีปัจจัยกระตุ้นมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน หรือปัญหาสุขภาพของเราเอง ดังนี้
ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
เมื่อร่างกายเกิดความเครียดสะสม หรือนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อในช่องปากได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลาย ๆ คน เป็นร้อนในซ้ำซากไม่หายสักที
การบาดเจ็บและเสียดสีในช่องปาก
อุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่องปากเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเคี้ยวอาหารเร็วเกินไปจนกัดโดนลิ้น การใช้แปรงสีฟันขนแข็งแปรงกระแทกโดน หรือแม้แต่คนไข้จัดฟันที่ลวดหรือแบร็กเก็ตเกี่ยวเนื้อเยื่ออ่อนจนเป็นแผล
ภาวะขาดสารอาหารและวิตามิน
ร่างกายที่ขาดวิตามินและแร่ธาตุจำเป็นบางชนิด มีแนวโน้มที่จะเกิดแผลในปากได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะการขาดธาตุเหล็ก สังกะสี กรดโฟลิก และวิตามินบี 12 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการซ่อมแซมและบำรุงเนื้อเยื่อบุผิวในช่องปาก
การแพ้สารเคมีในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก
ในยาสีฟันบางยี่ห้อจะมีสารที่ทำให้เกิดฟอง หรือ SLS (Sodium Lauryl Sulfate) ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองในผู้ที่แพ้ง่าย จนทำให้เนื้อเยื่อในปากลอก หรือเกิดเป็นแผลเปื่อยบริเวณใต้ลิ้นและกระพุ้งแก้มได้
5 วิธีรักษาแผลใต้ลิ้นเบื้องต้น

หากอาการยังไม่รุนแรงมาก เราสามารถดูแลตัวเองง่าย ๆ ได้ที่บ้าน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดและช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น ด้วย 5 วิธีปฏิบัติเบื้องต้น ดังต่อไปนี้
บ้วนปากด้วยน้ำเกลือเพื่อลดเชื้อโรค
การใช้น้ำเกลืออุ่น ๆ บ้วนปาก จะช่วยชะล้างเศษอาหารและลดปริมาณแบคทีเรียในช่องปากได้อย่างอ่อนโยน ช่วยลดการอักเสบและทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น แนะนำให้ทำหลังมื้ออาหารและก่อนนอน
ใช้ยาป้ายแผลในปาก (ชนิดขี้ผึ้ง)
ยาป้ายแผลในปาก (Oral Paste) ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของสเตียรอยด์อ่อน ๆ เช่น Triamcinolone Acetonide ซึ่งมีฤทธิ์ลดการอักเสบ ตัวยาที่เป็นขี้ผึ้งจะช่วยเคลือบปิดแผล ลดการเสียดสีเวลาทานอาหารได้ดี แต่ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา
หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและของทอด
ช่วงที่เป็นแผลควรงดอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรือเค็มจัด เพราะจะเข้าไปกัดแผลทำให้แสบและอักเสบมากขึ้น รวมถึงของทอดแข็ง ๆ ที่อาจทิ่มแทงแผลซ้ำเติมอาการเจ็บให้หนักกว่าเดิม
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอและพักผ่อนให้เต็มที่
การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายและเติมความชุ่มชื้นให้ช่องปาก ทำให้แผลไม่แห้งตึง ประกอบกับการนอนหลับให้เพียงพอจะช่วยกู้คืนระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ไวขึ้น
แปรงฟันเบา ๆ และเปลี่ยนมาใช้แปรงขนนุ่ม
ควรระมัดระวังการแปรงฟันไม่ให้กระแทกโดนแผล และรักษาความสะอาดฟันให้ดี เพราะหากปล่อยปละละเลยจนเกิดฟันผุที่มีรอยแตกหรือขอบคม รอยคมนั้นอาจจะไปบาดเนื้อเยื่ออ่อนใต้ลิ้นซ้ำ ๆ ทำให้แผลหายช้าลงไปอีก
สัญญาณอันตราย! แผลใต้ลิ้นแบบไหน เสี่ยงเป็นมะเร็งช่องปาก
แม้แผลส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่เราก็ไม่ควรชะล่าใจ หากสังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านี้ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งช่องปาก
แผลเรื้อรัง ไม่หายภายใน 2-3 สัปดาห์
โดยปกติแผลร้อนในหรือแผลจากการระคายเคืองควรจะหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์ หากดูแลรักษาแล้วแผลยังคงอยู่ หรือมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยอันดับหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม
มีก้อนเนื้อแข็ง หรือแผลมีเลือดออกง่าย
หากคลำพบบริเวณรอบ ๆ แผลมีความแข็งเป็นไต หรือขอบแผลยกนูนแข็งผิดปกติ รวมถึงมีเลือดไหลซึมออกมาจากแผลได้ง่ายโดยที่ไม่ได้ไปกระทบกระเทือนรุนแรง อาจเป็นลักษณะของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ
มีอาการชาที่ลิ้น หรือกลืนอาหารลำบาก
เมื่อโรคลุกลามอาจส่งผลต่อเส้นประสาท ทำให้มีความรู้สึกชาบริเวณลิ้น หรือริมฝีปาก รวมถึงเริ่มมีอาการลิ้นแข็ง ขยับลิ้นได้น้อยลง ทำให้พูดไม่ชัดหรือกลืนอาหารลำบาก
ตรวจสุขภาพช่องปากที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC มั่นใจ ปลอดภัย ดูแลโดยทันตแพทย์ชำนาญการ

ที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC เราเข้าใจดีว่าอาการแผลใต้ลิ้นสร้างความเจ็บปวดและความกังวลใจให้คุณมากเพียงใด เราจึงมุ่งมั่นที่จะ “ดูแลทุกรอยยิ้มด้วยความใส่ใจ” เพื่อมอบประสบการณ์การรักษาที่ดีให้คุณ
- ทีมทันตแพทย์ผู้ชำนาญการ : เรามีทีมทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงในการตรวจวินิจฉัยโรคในช่องปากโดยเฉพาะ พร้อมแยกแยะสาเหตุของแผลได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าเป็นแผลร้อนในทั่วไป หรือรอยโรคที่ต้องเฝ้าระวัง
- มาตรฐานความสะอาดระดับสากล : เราให้ความสำคัญกับความสะอาดเป็นอันดับหนึ่ง เครื่องมือทุกชิ้นผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยระบบ Sterilization มาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาล ช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่แผล มั่นใจได้ในความปลอดภัยทุกขั้นตอน
- มือเบา ใส่ใจทุกความรู้สึก : เราให้ความสำคัญกับความสบายใจของคุณเป็นอันดับแรก ทันตแพทย์และผู้ช่วยมือเบา และจะคอยดูแลสื่อสารกับคุณอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเจ็บปวดและความกังวลตลอดการรักษา
หากคุณมีอาการแผลใต้ลิ้นที่เรื้อรัง หรือมีความผิดปกติที่ไม่มั่นใจ อย่าปล่อยทิ้งไว้ สามารถนัดหมายเพื่อเข้ามาปรึกษาและตรวจเช็กสุขภาพช่องปากที่คลินิกของเรา เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการแผลใต้ลิ้น
ยังมีข้อสงสัยอีกหลายประการที่คนไข้มักถามเข้ามาเกี่ยวกับอาการเจ็บใต้ลิ้น เราจึงรวบรวมคำถามยอดฮิตพร้อมคำตอบมาฝากกัน เพื่อให้เข้าใจและดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
1. มีตุ่มใส ๆ ใต้ลิ้นแตกแล้วขึ้นใหม่ อันตรายไหม?
อาการนี้มักเป็นลักษณะของถุงน้ำใต้ลิ้น (Ranula) ซึ่งเกิดจากท่อน้ำลายอุดตัน แม้จะแตกแล้วยุบลงไปได้เอง แต่ถุงหุ้มยังคงอยู่ทำให้น้ำลายกลับมาขังใหม่ได้ ไม่ใช่มะเร็งแต่น่ารำคาญ ควรให้ทันตแพทย์ทำการรักษาด้วยการผ่าตัดถุงน้ำออกจะดีที่สุด
2. เป็นแผลใต้ลิ้นบ่อย ๆ เกี่ยวกับจัดฟันจริงหรือเปล่า?
จริงในบางส่วน สำหรับคนไข้จัดฟัน อุปกรณ์อย่างลวดหรือแบร็กเก็ตอาจเสียดสีกับลิ้นจนเป็นแผลได้บ่อยครั้ง แนะนำให้ใช้ขี้ผึ้ง (Wax) แปะทับบริเวณเครื่องมือที่คม และดื่มน้ำบ่อย ๆ จะช่วยลดการเกิดแผลได้
3. ยาสีฟันสมุนไพรช่วยรักษาแผลใต้ลิ้นได้ไหม?
สมุนไพรบางชนิดมีฤทธิ์ลดการอักเสบและสมานแผลได้ แต่ควรเลือกยาสีฟันสูตรอ่อนโยน ไม่เผ็ดร้อนจนเกินไป และไม่มีเม็ดสครับหยาบ ๆ ที่จะไปขูดขีดแผลให้เจ็บกว่าเดิม
สรุป แผลใต้ลิ้นเป็นเรื่องใกล้ตัว รีบดูแลก่อนลุกลา
แผลใต้ลิ้นแม้จะดูเป็นจุดเล็ก ๆ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อความสุขในการกินและการใช้ชีวิตไม่น้อย ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากสาเหตุที่ไม่อันตรายและหายเองได้ แต่สิ่งสำคัญคือการหมั่นสังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญย่อมดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้ เพราะสุขภาพช่องปากเป็นหน้าต่างของสุขภาพร่างกาย การดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้การรักษาง่ายขึ้นและลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงในอนาคต
หากคุณกำลังมองหาคลินิกทำฟันที่เชี่ยวชาญและพร้อมให้คำปรึกษาอย่างละเอียด สามารถนัดหมายเพื่อประเมินสภาพฟันและวางแผนการรักษากับทีมทันตแพทย์ของเราได้ที่เบอร์โทร 099-113-8103 หรือ Line : @teethtalk หรือ Facebook Page : “Teeth Talk Dental Clinic คลินิกทันตกรรม จัดฟัน ทำฟัน” และค้นหาสาขาบริการ ทีมงานของเราพร้อมดูแลและมอบรอยยิ้มที่มั่นใจให้กับคุณ





