อาการริมฝีปากบวมเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นอาการบวมแดง ปากเจ่อ หรือรู้สึกตึงจนพูดไม่ชัด ซึ่งจริง ๆ แล้วอาการนี้เกิดจากการที่มีของเหลวหรือเลือดไปคั่งอยู่ใต้ชั้นผิวหนังบริเวณริมฝีปากมากกว่าปกติ เพื่อตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแพ้ การบาดเจ็บ หรือการติดเชื้อ บทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาไปไขข้อข้องใจว่าอาการนี้เกิดจากอะไร และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง
อาการริมฝีปากบวม ปากเจ่อ
ลักษณะของอาการปากบวมนั้นสังเกตได้ไม่ยาก โดยมักจะเริ่มจากความรู้สึกคันยิบ ๆ ร้อนผ่าว หรือรู้สึกตึงบริเวณริมฝีปาก ก่อนที่จะเริ่มขยายขนาดขึ้นจนผิดรูป บางคนอาจมีอาการบวมเฉพาะจุด เช่น บวมแค่ริมฝีปากบนหรือล่าง หรือบางคนอาจบวมเป่งทั้งปากจนทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไป นอกจากความไม่สวยงามแล้ว อาการนี้ยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ขยับปากลำบาก รับประทานอาหารไม่อร่อย หรือมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้
เจาะลึก 4 สาเหตุหลักที่ทำให้ ริมฝีปากบวม?

อาการปากบวมไม่ได้เกิดขึ้นเองลอย ๆ แต่มักมีตัวการที่กระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองออกมาในรูปแบบของการอักเสบ เราได้รวบรวม 4 สาเหตุหลักที่พบได้บ่อย มาเช็กกันดูว่าอาการของคุณเข้าข่ายข้อไหนบ้าง
1. อาการแพ้ (Allergies)
เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้หลายคนปากบวมแบบฉับพลัน หรือที่เรียกว่าอาการ “แพ้เฉียบพลัน” โดยร่างกายจะหลั่งสารฮิสตามีนออกมาต่อต้านสิ่งแปลกปลอม สิ่งกระตุ้นที่พบบ่อยได้แก่ การแพ้อาหาร (เช่น อาหารทะเล ถั่ว นม) การแพ้ยาบางชนิด แพ้เครื่องสำอางหรือลิปสติกที่ใช้ รวมถึงการแพ้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ซึ่งอาการแพ้มักจะมาพร้อมกับผื่นคัน หรืออาการบวมในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายร่วมด้วย
2. ปัญหาภายในช่องปากและฟัน (Dental Issues)
หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่าปัญหาสุขภาพฟันส่งผลให้ปากบวมได้ ไม่ว่าจะเป็นฟันผุทลุโพรงประสาท รากฟันอักเสบ หรือมีฝีหนองที่ปลายรากฟัน การติดเชื้อเหล่านี้สามารถลุกลามจนทำให้เนื้อเยื่อรอบ ๆ รวมถึงริมฝีปากบวมเป่งขึ้นมาได้ นอกจากนี้ผู้ที่เพิ่งติดเครื่องมือจัดฟัน อาจเกิดการเสียดสีจนปากเป็นแผลและบวมได้เช่นกัน หากสงสัยว่าสาเหตุมาจากฟัน ควรรีบไปพบทันตแพทย์ที่คลินิกทำฟันใกล้บ้านเพื่อรักษาที่ต้นเหตุทันที
3. การติดเชื้อ (Infection)
การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อรา เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะเชื้อไวรัสเริม (Herpes Simplex) ที่มักแสดงอาการเป็นตุ่มน้ำใส ๆ บริเวณริมฝีปาก ทำให้รู้สึกแสบร้อนและบวมแดง หรือในกรณีที่มีแผลเล็ก ๆ ที่ริมฝีปากแล้วดูแลความสะอาดไม่ดีพอ ก็อาจทำให้แบคทีเรียเข้าสู่บาดแผลจนเกิดการอักเสบติดเชื้อและบวมขึ้นมาได้
4. การบาดเจ็บและอุบัติเหตุ (Injury)
การได้รับแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นการเดินชน หกล้ม อุบัติเหตุทางกีฬา หรือแม้กระทั่งเผลอกัดปากตัวเองอย่างแรงขณะเคี้ยวอาหาร แรงกระแทกเหล่านี้จะทำให้เส้นเลือดฝอยฉีกขาดและเกิดเลือดคั่ง เนื้อเยื่อจึงบวมช้ำขึ้นมา ซึ่งโดยปกติร่างกายจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่ต้องใช้เวลาและการดูแลที่ถูกต้อง
รวมวิธีแก้อาการริมฝีปากบวมด้วยตัวเองเบื้องต้น

หากอาการบวมของคุณไม่ได้รุนแรงถึงขั้นหายใจไม่ออก หรือไม่มีอาการแทรกซ้อนที่น่ากังวล คุณสามารถบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้ด้วย 5 วิธีง่าย ๆ ที่ทำได้เองที่บ้าน ดังนี้
ประคบเย็นทันทีเพื่อลดบวม (วิธีทำ Cold Compress ที่ถูกต้อง)
วิธีปฐมพยาบาลที่ดีที่สุดในช่วง 24 ชั่วโมงแรกคือการประคบเย็น ความเย็นจะช่วยทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดการไหลเวียนของเลือดในบริเวณที่บาดเจ็บ และช่วยหยุดเลือดกรณีที่มีแผล วิธีทำคือนำน้ำแข็งห่อด้วยผ้าสะอาด หรือใช้เจลประคบเย็น ประคบบริเวณที่บวมครั้งละ 10-15 นาที แล้วพัก ทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง จะช่วยลดอาการปวมและปวดได้ดีมาก
ใช้ตัวช่วยจากธรรมชาติ
สมุนไพรและของใกล้ตัวหลายอย่างมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบได้ เช่น
- ว่านหางจระเข้ : ทาเจลว่านหางจระเข้บาง ๆ จะช่วยปลอบประโลมผิว ลดความร้อน และลดอาการระคายเคือง
- น้ำผึ้ง : มีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้ออ่อน ๆ และสมานแผล สามารถทาบาง ๆ บริเวณริมฝีปากได้
- ถุงชา : การนำถุงชาที่ใช้แล้ว (แช่เย็น) มาประคบ สารแทนนินในชาจะช่วยลดอาการบวมได้
งดการสัมผัสและเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
ในช่วงที่ปากบวม ริมฝีปากจะอ่อนแอมาก คุณควร “งด” พฤติกรรมเสี่ยงทุกอย่าง ห้ามแกะ เกา หรือเลียริมฝีปากเด็ดขาด เพราะน้ำลายจะยิ่งทำให้ปากแห้งและระคายเคือง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด รสเผ็ดร้อน หรืออาหารที่ร้อนจัด เพราะจะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัวและบวมมากขึ้นกว่าเดิม
สัญญาณอันตราย! ริมฝีปากบวมแบบไหน ควรรีบไปพบแพทย์
แม้อาการปากบวมส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย่านิ่งนอนใจเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะฉุกเฉิน
- หายใจลำบาก หรือกลืนลำบาก : สัญญาณของการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ที่อาจส่งผลต่อทางเดินหายใจ
- มีไข้สูง : บ่งบอกว่าร่างกายกำลังมีการติดเชื้อรุนแรง
- บวมลามไปทั่วใบหน้า : อาการบวมไม่หยุดและขยายวงกว้างไปที่ตา หรือคอ
- มีตุ่มหนอง หรือน้ำเหลืองไหล : แสดงถึงการติดเชื้อแบคทีเรียที่ต้องการยาปฏิชีวนะ
- เป็นเรื้อรังไม่หาย : หากดูแลตัวเองแล้วเกิน 2 สัปดาห์อาการยังไม่ดีขึ้น
ดูแลปัญหาสุขภาพช่องปากที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC มั่นใจ ปลอดภัย ดูแลโดยทันตแพทย์ชำนาญการ

ที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC เราเข้าใจดีว่าปัญหาสุขภาพช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บ หรือความผิดปกติที่ส่งผลต่อความมั่นใจ สร้างความกังวลใจให้คุณมากเพียงใด เราจึงมุ่งมั่นที่จะ “แก้ปัญหาที่ต้นตอ” เพื่อมอบประสบการณ์การรักษาที่ดีให้คุณ
- ทีมทันตแพทย์ผู้ชำนาญการ : เรามีทีมทันตแพทย์เฉพาะทางครบทุกสาขา พร้อมวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการผิดปกติในช่องปากได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากเหงือก ฟัน หรือรากฟัน
- เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย : เราเลือกใช้เครื่องมือและอุปกรณ์มาตรฐานระดับสากล สะอาด ปลอดภัย เพื่อให้การรักษาของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด เจ็บน้อยและหายไว
- มือเบา ใส่ใจทุกความรู้สึก : เราให้ความสำคัญกับความสบายใจของคุณเป็นอันดับแรก ทันตแพทย์และผู้ช่วยของเรามือเบา และจะสื่อสารกับคุณอย่างใกล้ชิดตลอดการรักษา เพื่อคลายความกังวล
หากคุณมีอาการริมฝีปากบวมที่สงสัยว่าเกิดจากปัญหาฟัน หรือต้องการตรวจเช็กสุขภาพช่องปาก อย่าปล่อยทิ้งไว้ สามารถนัดหมายเพื่อเข้ามาปรึกษาและตรวจเช็กสภาพฟันที่คลินิกทำฟันของเรา เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปากบวม
รวบรวมข้อสงสัยยอดฮิตที่คนไข้มักถามกันบ่อย ๆ เพื่อให้คุณคลายความกังวลเบื้องต้น
1. ตื่นนอนแล้วปากบวมเป่ง เกิดจากอะไรได้บ้าง?
หากตื่นมาแล้วปากบวมโดยไม่มีสาเหตุ เป็นไปได้ว่าคุณอาจถูกแมลงสัตว์กัดต่อยขณะหลับโดยไม่รู้ตัว หรืออาจเกิดจาก “ไรฝุ่น” บนที่นอนหากคุณเป็นภูมิแพ้ นอกจากนี้อาจเป็นผลข้างเคียงจากอาหารที่รับประทานเข้าไปในมื้อดึกก่อนนอนก็เป็นได้
2. ปากบวมหลังจากจัดฟัน ผิดปกติหรือไม่?
ในช่วงแรกของการจัดฟัน อาการปากบวมเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อในปากยังไม่ชินกับเครื่องมือ อาจเกิดการเสียดสีจนเป็นแผลร้อนในหรือระคายเคือง แนะนำให้ใช้ขี้ผึ้งสำหรับคนจัดฟันแปะทับบริเวณเหล็กที่คม จะช่วยลดการเสียดสีและทำให้อาการบวมดีขึ้น
3. เจาะปากแล้วบวมกี่วันถึงจะหาย?
การเจาะปากคือการทำให้เกิดแผลโดยตั้งใจ ดังนั้นอาการบวมในช่วง 3-5 วันแรก ถือเป็นกระบวนการรักษาตัวเองตามปกติของร่างกาย แต่หากผ่านไป 1 สัปดาห์แล้วยังบวมแดงมาก ร้อน หรือมีหนองไหลออกมา แสดงว่าแผลเกิดการติดเชื้อ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
สรุป อย่าปล่อยให้ริมฝีปากบวมทำลายความมั่นใจ หาสาเหตุและรักษาให้ถูกจุด
อาการริมฝีปากบวมแม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สามารถหายเองได้ แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่บอกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากการแพ้ การติดเชื้อ หรือปัญหาสุขภาพฟัน การหมั่นสังเกตตัวเองและดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจะช่วยให้คุณกลับมามีรอยยิ้มที่มั่นใจได้ไวขึ้น และที่สำคัญหากอาการไม่ดีขึ้น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ดี
หากคุณกำลังมองหาคลินิกทำฟันที่เชี่ยวชาญและพร้อมให้คำปรึกษาอย่างละเอียด สามารถนัดหมายเพื่อประเมินสภาพฟันและวางแผนการรักษากับทีมทันตแพทย์ของเราได้ที่เบอร์โทร 099-113-8103 หรือ Line : @teethtalk หรือ Facebook Page : “Teeth Talk Dental Clinic คลินิกทันตกรรม จัดฟัน ทำฟัน” และค้นหาสาขาบริการ ทีมงานของเราพร้อมดูแลและมอบรอยยิ้มที่มั่นใจให้กับคุณ





