
อาการเสียวฟันจี๊ด ๆ เวลากินของเย็นหรือของเปรี้ยว อาจไม่ได้เกิดจากปัญหาฟันผุเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะฟันสึกที่กำลังทำลายเคลือบฟันของคุณอย่างเงียบ ๆ หลายคนมักละเลยและคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ความจริงแล้วหากปล่อยให้ปัญหาฟันสึกกร่อนลุกลามมาก ๆ อาจนำไปสู่การสูญเสียฟันแท้และต้องรักษาด้วยวิธีที่ซับซ้อนขึ้น
TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าอาการฟันสึกเกิดจากพฤติกรรมใด อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ พร้อมแนะนำวิธีรักษาและป้องกันอย่างถูกต้อง เพื่อให้คุณกลับมามีสุขภาพช่องปากที่แข็งแรง ทานของโปรดได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องทนทรมานกับอาการเสียวฟันอีกต่อไป
ภาวะฟันสึก คืออะไร?
ภาวะฟันสึก (Tooth Wear) คือ ภาวะที่ชั้นเคลือบฟัน (Enamel) ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งที่สุดบริเวณผิวนอกสุดของฟัน ถูกทำลายหรือหลุดลอกออกไปอย่างช้า ๆ ทำให้เนื้อฟันชั้นใน (Dentin) ที่มีสีเหลืองและมีความไวต่อความรู้สึกถูกเปิดออก รอยสึกมักพบได้บ่อยบริเวณด้านบดเคี้ยวและบริเวณรอยต่อระหว่างฟันกับขอบเหงือกหรือที่เรียกว่าคอฟัน เมื่อเนื้อฟันชั้นในถูกสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ความเย็น หรือแรงกด จึงทำให้เกิดอาการเสียวฟันขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฟันสึกกร่อนเกิดจากอะไร? เจาะลึก 4 สาเหตุหลักที่ทำให้ฟันสึก

การที่เคลือบฟันหลุดหายไปนั้นไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเหมือนฟันผุ แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและแรงกระทำต่างๆ ภายในช่องปาก โดยสามารถแบ่งสาเหตุหลักออกได้เป็น 4 รูปแบบ ดังนี้
1. ฟันสึกจากการเสียดสี (Abrasion)
เกิดจากแรงเสียดสีเชิงกลจากภายนอก สาเหตุยอดฮิตที่สุดคือการแปรงฟันผิดวิธี การใช้แรงถูไปมาในแนวนอนอย่างรุนแรง การใช้แปรงสีฟันที่มีขนแข็งเกินไป รวมถึงการใช้ยาสีฟันที่มีผงขัดหยาบมาก รอยสึกประเภทนี้มักปรากฏให้เห็นเป็นร่องตัววี (V-shape) ลึกบริเวณคอฟันใกล้กับขอบเหงือก
2. ฟันสึกจากการบดเคี้ยว (Attrition)
เกิดจากการเสียดสีกันเองระหว่างฟันบนและฟันล่าง มักพบในผู้ที่มีพฤติกรรมชอบเคี้ยวของแข็งจัด เช่น น้ำแข็ง กระดูกอ่อน หรือผู้ที่มีความเครียดสะสมจนเผลอขบเน้นฟันบ่อย ๆ รวมถึงผู้ที่มีอาการนอนกัดฟันอย่างรุนแรงในเวลากลางคืน รอยสึกแบบนี้จะทำให้ปลายฟันหน้าดูสั้นลง หรือด้านบดเคี้ยวของฟันกรามแบนเรียบ
3. ฟันสึกจากกรด (Erosion)
เกิดจากการที่ผิวฟันสัมผัสกับสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดอย่างต่อเนื่อง ทำให้สารเคลือบฟันถูกละลายออกไป อาจมาจากกรดภายนอก เช่น การดื่มน้ำอัดลม น้ำผลไม้รสเปรี้ยวจัด หรือมาจากกรดภายในร่างกาย เช่น ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน หรือผู้ที่มีอาการอาเจียนบ่อยๆ ลักษณะฟันจะดูบางลง เรียบมันเงา และมีสีเหลืองขึ้น
4. ฟันสึกจากแรงกดทับบริเวณคอฟัน (Abfraction) จากการสบฟันผิดปกติ
เกิดจากแรงกระทำต่อตัวฟันที่ไม่สมดุลเนื่องจากการสบฟันผิดปกติ เมื่อฟันซี่ใดซี่หนึ่งต้องรับแรงบดเคี้ยวมากเกินไป จะทำให้เกิดความเค้นและแรงดัดงอไปสะสมบริเวณคอฟัน ส่งผลให้ผลึกเคลือบฟันบริเวณนั้นค่อย ๆ แตกปริและกะเทาะหลุดออกกลายเป็นรอยบากลึก
สัญญาณเตือน! อาการแบบไหนบ่งบอกว่าคุณกำลังมีภาวะฟันสึก
เพื่อให้สามารถรู้ทันปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ ลองสำรวจช่องปากและอาการของตัวเองดูว่ามีสัญญาณเตือนเหล่านี้หรือไม่
มีอาการเสียวฟันจี๊ด ๆ เวลาทานของร้อน เย็น หรือเปรี้ยว
นี่คือสัญญาณแรกที่ชัดเจนที่สุด เมื่อเคลือบฟันบางลงจนถึงชั้นเนื้อฟัน ปลายประสาทจะรับรู้ความรู้สึกได้ไวขึ้น เพียงแค่ดื่มน้ำเย็น ทานไอศกรีม หรือกินอาหารรสเปรี้ยวจัด ก็จะรู้สึกเสียวฟันจี๊ดขึ้นมาทันที
รูปร่างฟันเปลี่ยนไป ฟันดูสั้นลง หรือมีรอยบากลึกที่คอฟัน
หากสังเกตในกระจกแล้วพบว่าปลายฟันหน้าดูบิ่น สั้นลง หรือไม่คมเหมือนเดิม หรือใช้เล็บเขี่ยบริเวณโคนฟันใกล้ขอบเหงือกแล้วสะดุดเข้ากับรอยบากร่องลึก แสดงว่าฟันเริ่มสึกกร่อนไปมากแล้ว
ฟันเปลี่ยนสี มองเห็นเนื้อฟันชั้นในสีเหลืองชัดเจนขึ้น
เนื่องจากเคลือบฟันธรรมชาติจะมีสีขาวอมโปร่งแสง เมื่อชั้นนี้บางลงหรือหายไป จะทำให้มองเห็นสีของเนื้อฟันชั้นใน (Dentin) ซึ่งมีสีเหลืองเข้มทะลุออกมา ทำให้ฟันดูเหลืองและหมองคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ปล่อยฟันสึกทิ้งไว้ ไม่ยอมรักษา อันตรายไหม?
การละเลยและปล่อยให้ฟันสึกกร่อนลุกลามต่อไปเรื่อย ๆ เป็นเรื่องอันตรายกว่าที่คิด เพราะเนื้อฟันที่สูญเสียไปแล้วไม่สามารถสร้างกลับคืนมาเองได้ หากปล่อยไว้จนรอยสึกลึกทะลุถึงโพรงประสาทฟัน จะทำให้เกิดอาการปวดฟันอย่างรุนแรง ฟันตาย ติดเชื้อ และอาจต้องสูญเสียเงินจำนวนมากไปกับการรักษารากฟัน
นอกจากนี้ฟันที่สึกจนสั้นลงยังส่งผลให้ระยะห่างระหว่างขากรรไกรบนและล่างเปลี่ยนไป อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อขากรรไกรและข้อต่อขากรรไกร (TMJ) ตามมาในระยะยาวได้
รวมวิธีรักษาฟันสึกกร่อนให้ฟันกลับมาแข็งแรง ใช้งานได้ปกติดังเดิม

แม้เคลือบฟันจะสร้างใหม่ไม่ได้ แต่เทคโนโลยีทางทันตกรรมสามารถบูรณะฟันให้กลับมาใช้งานได้เป็นปกติ โดยทันตแพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุและความรุนแรงของแต่ละเคส ดังนี้
การอุดฟันบริเวณที่สึก หรือการอุดคอฟัน (Cervical Filling)
ในกรณีที่รอยสึกยังไม่ลึกถึงโพรงประสาทฟัน ทันตแพทย์จะทำการอุดฟัน โดยใช้วัสดุเรซินคอมโพสิตที่มีสีเหมือนฟัน เติมเต็มบริเวณรอยบากที่คอฟันหรือจุดที่สึกกร่อน เพื่อปกปิดเนื้อฟันชั้นใน ซึ่งจะช่วยลดอาการเสียวฟันได้ทันที และป้องกันไม่ให้ฟันสึกทะลุลึกลงไปอีก
การทำครอบฟัน หรือวีเนียร์ (Veneer) ฟื้นฟูรูปร่างฟัน
หากฟันสึกอย่างรุนแรงจนฟันสั้นเตี้ยลงไปมาก หรือเสียรูปทรงจนส่งผลต่อความสวยงามและการบดเคี้ยว ทันตแพทย์อาจแนะนำให้ทำการครอบฟันเพื่อปกป้องเนื้อฟันที่เหลืออยู่และคืนรูปร่างฟันให้สมบูรณ์ หรือหากเน้นแก้ไขด้านความสวยงามของฟันหน้า การทำวีเนียร์ด้วยการแปะวัสดุเซรามิกก็เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยม
การใส่เฝือกสบฟัน (Night Guard) ป้องกันฟันสึกจากการนอนกัดฟัน
สำหรับสาเหตุที่มาจากพฤติกรรมการกัดฟันเวลานอน ทันตแพทย์จะพิมพ์ปากเพื่อทำเฝือกสบฟัน (Night Guard) ให้ใส่ครอบฟันไว้ในเวลากลางคืน ตัวเฝือกจะทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทก ช่วยลดการเสียดสีและป้องกันไม่ให้เนื้อฟันถูกทำลายไปมากกว่าเดิม
วิธีป้องกันไม่ให้ฟันสึกกร่อนก่อนวัยอันควร
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อรักษารอยยิ้มและฟันแท้ให้อยู่ไปนาน ๆ
- เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม และปรับวิธีแปรงฟันให้เบามือลง โดยปัดขึ้นลงแทนการถูในแนวนอน
- หลีกเลี่ยงยาสีฟันที่มีผงขัดหยาบมากเกินไป
- ลดการดื่มเครื่องดื่มอัดลม น้ำผลไม้รสเปรี้ยว หากดื่มควรใช้หลอดเพื่อลดการสัมผัสกับผิวฟัน
- ดื่มน้ำเปล่าตาม หรือบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดทันทีหลังทานอาหารรสเปรี้ยว เพื่อปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในช่องปาก
- หลีกเลี่ยงการเคี้ยวของแข็งจัด ๆ เช่น น้ำแข็ง หรือกระดูก
- เข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุก 6 เดือน
จบปัญหาฟันสึกกร่อน รักษาอาการเสียวฟันอย่างตรงจุด ที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC
หากเริ่มมีอาการเสียวฟัน หรือสังเกตเห็นรอยบากลึกที่คอฟัน การรีบเข้ามาพบทันตแพทย์ที่คลินิกทำฟันที่ได้มาตรฐานคือทางออกที่ดีที่สุด TEETH TALK DENTAL CLINIC พร้อมดูแลและรักษาทุกปัญหาสุขภาพช่องปากอย่างตรงจุด เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ด้วยจุดเด่นที่ทำให้ผู้ใช้บริการไว้วางใจมาโดยตลอด
- ทีมทันตแพทย์เฉพาะทาง : ดูแลโดยทันตแพทย์เกียรตินิยมอันดับ 1 ที่มีประสบการณ์สูง ตรวจประเมินสาเหตุของฟันสึกได้อย่างแม่นยำและวางแผนรักษาอย่างใส่ใจ
- เครื่องมือทันสมัยและปลอดภัย : คลินิกสะอาด ได้มาตรฐานสากล ISO9001:2015 มั่นใจได้ในคุณภาพและวัสดุทางทันตกรรมที่เลือกใช้
- บรรยากาศผ่อนคลาย อบอุ่น : เปลี่ยนประสบการณ์ทำฟันจากความกลัวเป็นความสบายใจ ด้วยบริการที่เป็นกันเองเหมือนดูแลคนในครอบครัว
- สิทธิประกันสังคม ไม่ต้องสำรองจ่าย : สะดวกสบายขั้นสุด เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียว ก็สามารถใช้สิทธิทำฟัน ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้ทันที
- โปร่งใส สาขาครอบคลุม : มีให้บริการถึง 19 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ราคาคุ้มค่า แจกแจงชัดเจนตั้งแต่ต้น ไม่มีบวกเพิ่มจุกจิก (กดเช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน ได้เลย)
อย่าปล่อยให้ปัญหาฟันสึกมาทำลายความสุขในการรับประทานอาหารของคุณ สามารถเข้ามาใช้บริการที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC สาขาใกล้บ้านได้เลย โดยติดต่อนัดหมายได้เลยที่เบอร์โทร 099-113-8103 หรือ Line : @teethtalk หรือ Facebook Page : “Teeth Talk Dental Clinic คลินิกทันตกรรม จัดฟัน ทำฟัน”
สรุป
ภาวะฟันสึก คือการสูญเสียชั้นเคลือบฟันที่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการแปรงฟันแรงผิดวิธี การนอนกัดฟัน หรือการทานอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูง ซึ่งนำไปสู่อาการเสียวฟันและปัญหาฟันเปลี่ยนรูปร่าง แม้เคลือบฟันจะสร้างทดแทนเองไม่ได้ แต่ก็สามารถรักษาและบูรณะได้ด้วยการอุดฟัน ครอบฟัน หรือใส่เฝือกสบฟัน ดังนั้นการหมั่นสังเกตความผิดปกติและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคู่กับการตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยืดอายุฟันแท้ให้อยู่คู่กับรอยยิ้มของคุณไปอีกนาน
รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการฟันสึก
รวบรวมข้อสงสัยที่พบบ่อยเกี่ยวกับเรื่องฟันสึกและการดูแลรักษา มาตอบให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้
1. แปรงฟันแรง ๆ สามารถทำให้ฟันที่สึกกร่อนอยู่ หักได้ไหม?
การแปรงฟันแรงอย่างต่อเนื่องจะทำให้คอฟันสึกเป็นร่องลึก (V-shape) หากปล่อยทิ้งไว้จนร่องลึกถึงโพรงประสาทฟัน โครงสร้างฟันบริเวณนั้นจะอ่อนแอลงอย่างมาก และมีความเสี่ยงสูงที่ตัวฟันจะหักออกจากรากฟันเมื่อไปกัดโดนของแข็ง
2. ฟันสึกกร่อนสามารถใช้ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันช่วยให้หายได้หรือไม่?
ยาสีฟันสูตรลดอาการเสียวฟันสามารถช่วยบรรเทาอาการเสียวฟันได้ชั่วคราวในกรณีที่ฟันเพิ่งเริ่มสึกเพียงเล็กน้อย แต่ไม่สามารถสร้างเนื้อฟันที่สูญเสียไปแล้วกลับคืนมาได้ หากมีรอยสึกชัดเจนจำเป็นต้องไปพบทันตแพทย์เพื่ออุดฟันปิดรอยนั้น
3. อุดคอฟันแก้ปัญหาฟันสึกเจ็บไหม ใช้เวลารักษานานหรือเปล่า?
การอุดคอฟันเป็นขั้นตอนที่ทำได้รวดเร็วและใช้เวลาไม่นาน (ประมาณ 15-30 นาทีต่อซี่) โดยทั่วไปมักไม่รู้สึกเจ็บ แต่อาจมีอาการเสียวฟันบ้างเล็กน้อยขณะที่ทันตแพทย์เตรียมผิวฟันหรือเป่าลม ซึ่งสามารถแจ้งทันตแพทย์ให้ทายาชาเพื่อลดความกังวลได้





