
เคยไหมที่กำลังดื่มน้ำเย็น ๆ หรือรับประทานไอศกรีมคำโปรดแล้วต้องสะดุ้งโหยงเพราะความรู้สึกจี๊ดที่ฟัน? อาการเสียวฟันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะนี่คือสัญญาณเตือนว่าสุขภาพช่องปากของคุณกำลังมีปัญหา การปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ความเจ็บปวดที่รุนแรงขึ้นในอนาคต วันนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง พร้อมวิธีรับมืออย่างถูกต้องเพื่อให้คุณกลับมายิ้มกว้างและทานของอร่อยได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
อาการเสียวฟันคืออะไร ทำไมถึงรู้สึกจี๊ดเวลาสัมผัสของร้อนหรือเย็น?
อาการเสียวฟัน (Tooth Sensitivity) คือความรู้สึกเจ็บแปลบหรือเสียวจี๊ดที่เกิดขึ้นเมื่อฟันสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น ความเย็น ความร้อน รสหวาน หรือแม้แต่แรงลม สาเหตุหลักเกิดจากการที่ “เคลือบฟัน” (Enamel) ซึ่งเป็นชั้นปกป้องฟันสึกกร่อนไป จนทำให้เนื้อฟันชั้นในที่มีท่อประสาทฟันจำนวนมากถูกเปิดออก เมื่อมีอะไรมาสัมผัส กระแสประสาทจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองทันที
5 สาเหwตุหลักที่ทำให้เกิดอาการเสียวฟัน
ปัญหาเสียวฟันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มักมีที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือโรคในช่องปากที่เราอาจมองข้ามไป ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุหลัก ๆ ได้ดังนี้
1. เสียวฟันจากฟันผุ หรือฟันแตกร้าว
เมื่อเกิดปัญหาฟันผุจนถึงชั้นเนื้อฟัน หรือมีรอยร้าวขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จะทำให้สิ่งกระตุ้นเข้าถึงเส้นประสาทฟันได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันอย่างรุนแรงเวลาเคี้ยวอาหารหรือดื่มน้ำเย็นจัด นอกจากนี้ รอยร้าวอาจเกิดจากการใช้งานฟันที่หนักเกินไป เช่น การเคี้ยวของแข็งหรือการใช้ฟันผิดประเภท ซึ่งหากไม่รีบรักษา รอยร้าวอาจขยายตัวลึกขึ้นจนทำให้ฟันแตกหักหรือเชื้อโรคเข้าสู่โพรงประสาทฟันได้ในที่สุด
2. เสียวฟันจากปัญหาเหงือกร่น รากฟันโผล่
ภาวะเหงือกร่นทำให้ส่วนของรากฟันที่ไม่มีเคลือบฟันปกป้องโผล่ออกมา ซึ่งบริเวณรากฟันนี้มีความไวต่อความรู้สึกสูงมาก เนื่องจากมีชั้นเคลือบรากฟัน (Cementum) ที่บางกว่าเคลือบฟันปกติมาก จึงเป็นสาเหตุยอดฮิตที่ทำให้หลายคนรู้สึกเสียวฟันอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาแปรงฟันหรือดื่มน้ำเย็น ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากโรคเหงือกอักเสบ การมีคราบหินปูนสะสม หรือแม้แต่การแปรงฟันที่รุนแรงเกินไปจนเหงือกถูกทำลาย
3. การแปรงฟันผิดวิธี หรือใช้แปรงสีฟันที่ขนแข็งเกินไป
การออกแรงแปรงฟันแรงเกินไปหรือใช้แปรงขนแข็งจะทำลายเคลือบฟันให้บางลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะบริเวณคอฟัน ซึ่งเป็นจุดที่เคลือบฟันบางที่สุดอยู่แล้ว เมื่อเคลือบฟันหายไป เนื้อฟันก็จะไวต่อความรู้สึกมากขึ้น การแปรงฟันในลักษณะถูไปมาตามแนวนอนด้วยแรงที่มากเกินไป ไม่เพียงแต่ทำให้เสียวฟัน แต่ยังอาจทำให้เกิดรอยสึกที่คอฟันจนเป็นร่องลึก ซึ่งต้องอาศัยการอุดฟันเพื่อแก้ไขในภายหลัง
4. การรับประทานอาหารรสเปรี้ยว หรืออาหารที่มีความเป็นกรดสูง
อาหารและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้รสเปรี้ยว หรือไวน์ จะเข้าไปกัดกร่อนสารเคลือบฟันทีละน้อยผ่านกระบวนการทางเคมี ทำให้เนื้อฟันถูกเปิดออกและเกิดอาการเสียวฟันตามมาได้ง่ายกว่าปกติ หากคุณรับประทานอาหารเหล่านี้บ่อย ๆ โดยไม่บ้วนปากหรือทำความสะอาดให้ดี กรดจะทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุในฟัน ทำให้ฟันอ่อนแอลงและไวต่ออุณหภูมิได้ง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
5. เสียวฟันจากการนอนกัดฟันจนสารเคลือบฟันสึก
การนอนกัดฟันโดยไม่รู้ตัวทำให้ฟันบดเคี้ยวกันอย่างรุนแรงตลอดทั้งคืน จนผิวหน้าฟันสึกกร่อนและสูญเสียเคลือบฟันไปในที่สุด ทำให้ฟันมีความไวต่ออุณหภูมิมากขึ้นและอาจมีอาการปวดกรามร่วมด้วย ในบางรายอาจพบว่าฟันมีลักษณะสั้นลงหรือมีรอยบิ่นที่ขอบฟัน ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเคลือบฟันถูกทำลายจากการเสียดสีอย่างหนักจนถึงชั้นเนื้อฟัน
วิธีแก้อาการเสียวฟันทำอย่างไรถึงจะหาย

หากคุณกำลังทรมานกับอาการเสียวฟัน มีหลายวิธีที่จะช่วยบรรเทาและรักษาให้หายขาดได้ โดยทันตแพทย์จะประเมินจากความรุนแรงของปัญหาเป็นหลัก
การใช้ยาสีฟันลดอาการเสียวฟัน เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น
ยาสีฟันสูตรเฉพาะจะมีส่วนประกอบที่ช่วยไปอุดปิดท่อเนื้อฟันเล็ก ๆ หรือช่วยลดการส่งสัญญาณความเจ็บปวดของเส้นประสาทฟัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเริ่มต้นและต้องการดูแลตัวเองที่บ้าน
การอุดฟัน หรืออุดปิดคอฟันที่สึก
หากสาเหตุเกิดจากฟันสึกบริเวณคอฟันหรือมีรูผุ ทันตแพทย์จะทำการอุดฟัน เพื่อปิดช่องทางที่สิ่งกระตุ้นจะเข้าถึงเส้นประสาท ช่วยหยุดอาการเสียวฟันได้อย่างเห็นผลชัดเจนและป้องกันไม่ให้ฟันผุลุกลาม
การทาสารเคลือบฟัน (Sealant) เพื่อลดความไวของประสาทฟัน
ในกรณีที่เคลือบฟันบาง ทันตแพทย์อาจใช้สารเคลือบฟันชนิดพิเศษทาบริเวณที่เสียวฟัน เพื่อสร้างเกราะป้องกันชั่วคราวและลดความไวของประสาทฟัน ช่วยให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ
ปวดฟัน เสียวฟันรุนแรง สัญญาณอันตรายที่อาจต้องรักษารากฟัน
หากอาการเสียวฟันเปลี่ยนเป็นความปวดที่ยาวนาน หรือปวดตุบ ๆ แม้ไม่ได้ทานอะไร นั่นอาจหมายความว่าเชื้อโรคได้ลุกลามเข้าสู่โพรงประสาทฟันแล้ว ในกรณีนี้การอุดฟันธรรมดาอาจไม่เพียงพอ แต่อาจต้องเข้ารับการรักษารากฟันเพื่อรักษาฟันซี่นั้นไว้ก่อนที่จะสูญเสียฟันไป
วิธีป้องกันอาการเสียวฟัน ไม่ให้กลับมากวนใจ
การป้องกันคือหัวใจสำคัญ ควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น แปรงฟันให้ถูกวิธีด้วยแปรงขนนุ่ม หลีกเลี่ยงอาหารรสเปรี้ยวจัด และที่สำคัญที่สุดคือการเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน เพื่อตรวจเช็กสภาพเคลือบฟันและเหงือกให้แข็งแรงอยู่เสมอ
แก้ปัญหาเสียวฟัน จบทุกสาเหตุ ดูแลโดยทันตแพทย์ ที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

ที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC เราเข้าใจดีว่าอาการเสียวฟันรบกวนความสุขในการใช้ชีวิตของคุณ ทีมทันตแพทย์เกียรตินิยมของเราพร้อมให้คำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย มาตรฐาน ISO 9001:2015 ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยการอุดฟัน การเคลือบฟัน หรือการรักษาเหงือก เราพร้อมดูแลคุณในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
หากคุณกำลังมองหาคลินิกทำฟันที่ใส่ใจทุกรายละเอียดและมีสาขาครอบคลุม เดินทางสะดวก แวะมาหาเราได้เลย สามารถติดต่อนัดหมายเข้ามาตรวจสุขภาพฟันที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้เลยที่เบอร์โทร 099-113-8103 หรือ Line : @teethtalk หรือ Facebook Page : “Teeth Talk Dental Clinic คลินิกทันตกรรม จัดฟัน ทำฟัน” ทีมงานของเราพร้อมดูแลคุณอย่างดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเสียวฟัน
รวบรวมข้อสงสัยที่หลายคนมักถามทันตแพทย์เกี่ยวกับปัญหาความไวของฟันเพื่อให้คุณเข้าใจได้มากขึ้น
1. ปล่อยอาการเสียวฟันทิ้งไว้ ไม่รักษา อันตรายไหม?
การปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้ปัญหาลุกลาม เช่น จากฟันสึกเล็กน้อยกลายเป็นฟันผุลึกจนถึงโพรงประสาทฟัน ซึ่งจะทำให้การรักษายุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในระยะยาว
2. จัดฟันอยู่แล้วมีอาการเสียวฟัน ผิดปกติหรือไม่?
ในช่วงแรกของการจัดฟันหรือการเปลี่ยนเครื่องมือ อาจมีอาการเสียวฟัน หรือตึงฟันได้บ้างเนื่องจากฟันมีการเคลื่อนตัว แต่หากมีอาการต่อเนื่องและรุนแรง ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็กว่ามีฟันผุหรือเหงือกร่นร่วมด้วยหรือไม่
3. ใช้ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?
โดยส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นผลหลังจากใช้งานอย่างต่อเนื่องประมาณ 2-4 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและสาเหตุเริ่มต้นของแต่ละบุคคล หากใช้แล้วไม่ดีขึ้นควรพบทันตแพทย์ทันที
สรุปเรื่องอาการเสียวฟัน
อาการเสียวฟันเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย แต่ไม่ควรละเลย เพราะนี่คือสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าฟันของคุณกำลังสูญเสียเกราะป้องกันตามธรรมชาติไป ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การแปรงฟันที่ผิดวิธี หรือโรคในช่องปากที่ซ่อนอยู่ การปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนและรุนแรงกว่าเดิม เช่น การสูญเสียฟันหรือการติดเชื้อในโพรงประสาทฟันที่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้น
ดังนั้น การดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างถูกวิธี เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพฟัน และที่สำคัญที่สุดคือการเข้าพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือน จะช่วยให้คุณมีสุขภาพฟันที่แข็งแรง สามารถกลับมาทานของอร่อยที่ชอบได้อย่างมีความสุข และยิ้มได้อย่างมั่นใจในทุกวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเจ็บปวดอีกต่อไป





