ครอบฟัน Zirconia VS PFM

เวลาทันตแพทย์บอกว่าฟันซี่นี้ต้องทำครอบฟัน คำถามที่ตามมาแทบทุกครั้งคือควรเลือกวัสดุแบบไหนดี เพราะพอค้นหาข้อมูลก็มักเจอสองชื่อนี้วนอยู่เสมอ คือ Zirconia และ PFM ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน ทำให้หลายคนตัดสินใจไม่ถูกว่าแบบไหนจะเหมาะกับฟันของตัวเองมากกว่า ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มหาข้อมูลหรือกำลังจะเข้ารับการรักษาที่คลินิกทำฟันในเร็ว ๆ นี้ การเข้าใจความแตกต่างของวัสดุทั้งสองแบบไว้ก่อนจะช่วยให้พูดคุยกับทันตแพทย์ได้ตรงจุดมากขึ้น

บทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ว่าครอบฟันคืออะไร ใช้ในกรณีไหนบ้าง ไปจนถึงเปรียบเทียบข้อดีข้อจำกัดของครอบฟัน Zirconia และ PFM ให้เห็นภาพชัดในทุกมิติ ทั้งความสวยงาม ความแข็งแรง และงบประมาณ เพื่อให้ตัดสินใจเลือกวัสดุที่ตอบโจทย์การใช้งานของตัวเองได้ง่ายขึ้น

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำครอบฟัน เกราะป้องกันฟันที่เสียหาย

ครอบฟัน คือการนำวัสดุมาครอบปิดตัวฟันทั้งซี่เพื่อฟื้นฟูรูปทรง ความแข็งแรง และการใช้งานให้ใกล้เคียงฟันธรรมชาติมากที่สุด มักใช้ในกรณีที่ฟันเสียหายมากจนการอุดฟันเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะครอบฟันทำหน้าที่เหมือนเกราะที่ห่อหุ้มฟันทั้งซี่ไว้ ช่วยกระจายแรงบดเคี้ยวและป้องกันไม่ให้เนื้อฟันที่เหลืออยู่แตกหักเพิ่มเติม

ปัจจุบันวัสดุที่ใช้ทำครอบฟันมีหลายชนิด แต่สองแบบที่ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือครอบฟันชนิด PFM และครอบฟันชนิด Zirconia ซึ่งมีองค์ประกอบและคุณสมบัติที่แตกต่างกันพอสมควร

สัญญาณเตือนที่บอกว่าฟันของคุณกำลังต้องการการครอบฟัน

ก่อนจะไปถึงเรื่องเลือกวัสดุ ลองมาดูกันก่อนว่าฟันแบบไหนที่ทันตแพทย์มักแนะนำให้ทำครอบฟัน สัญญาณที่พบบ่อยมีดังนี้

ฟันแตกฟันร้าวหรือมีรอยบิ่นขนาดใหญ่เกินกว่าจะอุดฟันได้

เมื่อฟันแตกหรือร้าวเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะรอยแตกที่ลามไปถึงโครงสร้างฟันชั้นใน การอุดฟันแบบทั่วไปอาจไม่สามารถยึดเกาะได้แน่นพอ ครอบฟันจึงเข้ามาช่วยห่อหุ้มฟันซี่นั้นให้กลับมาใช้งานได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

ฟันผุรุนแรงจนเหลือเนื้อฟันดีน้อยเกินไป

หากฟันผุลุกลามจนทำลายเนื้อฟันไปมาก การอุดฟันอาจไม่มีเนื้อฟันเหลือพอให้วัสดุอุดยึดเกาะได้แน่น ครอบฟันจึงช่วยคืนความแข็งแรงให้ฟันซี่นั้นกลับมาเคี้ยวได้ตามปกติ

ฟันที่ผ่านการรักษารากฟันและเปราะบางเสี่ยงต่อการแตกหัก

ฟันที่ผ่านการรักษารากฟันมาแล้วมักมีเนื้อฟันที่เปราะบางกว่าฟันปกติ เนื่องจากถูกกรอเนื้อฟันออกไปบางส่วนระหว่างการรักษา การครอบฟันจึงช่วยป้องกันไม่ให้ฟันซี่นั้นแตกหักในระยะยาว แต่ในบางเคสที่ฟันเสียหายมากเกินกว่าจะเก็บรักษาไว้ได้ ทันตแพทย์อาจพิจารณาทำรากฟันเทียมเพื่อทดแทนฟันซี่นั้นแทน

เจาะลึกเรื่องควรรู้เกี่ยวกับครอบฟัน PFM โลหะเคลือบพอร์ซเลน

ครอบฟัน PFM (Porcelain Fused to Metal) เป็นวัสดุที่ใช้กันมานาน โครงสร้างประกอบด้วยแกนโลหะด้านในและเคลือบพอร์ซเลนด้านนอกเพื่อให้ได้สีใกล้เคียงฟันธรรมชาติ รายละเอียดที่ควรรู้มีดังนี้

ข้อดีของครอบฟัน PFM ในเรื่องความแข็งแรงและราคาสบายกระเป๋า

แกนโลหะด้านในทำให้ครอบฟัน PFM มีความแข็งแรงสูง รองรับแรงบดเคี้ยวได้ดี เหมาะกับฟันกรามที่ต้องรับแรงเยอะ อีกทั้งราคายังเข้าถึงง่ายกว่าเมื่อเทียบกับวัสดุเซรามิกล้วน จึงเป็นตัวเลือกที่หลายคนพิจารณาเมื่อมีงบประมาณจำกัด

ข้อจำกัดของครอบฟัน PFM กับความเสี่ยงเรื่องปัญหาขอบเหงือกดำคล้ำ

เมื่อใช้งานไปนานหลายปี เหงือกบริเวณขอบครอบฟันอาจร่นลงจนเห็นแนวโลหะสีคล้ำโผล่ขึ้นมา ทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะฟันหน้าที่ต้องการความสวยงามสูง นอกจากนี้ตัวเนื้อพอร์ซเลนด้านนอกก็มีโอกาสบิ่นหรือแตกได้หากกระทบแรงมาก ๆ

ทำความรู้จักครอบฟัน Zirconia นวัตกรรมเซรามิกล้วนยอดนิยม

ครอบฟัน Zirconia ทำจากวัสดุเซอร์โคเนียมออกไซด์ล้วน ไม่มีแกนโลหะผสมอยู่ภายใน จึงมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างต่างจาก PFM ในหลายด้าน มาดูกันว่ามีจุดเด่นและข้อจำกัดอะไรบ้าง

ข้อดีของครอบฟัน Zirconia ที่โดดเด่นเรื่องความสวยงามและทนทาน

ด้วยความที่เป็นเซรามิกล้วน ครอบฟัน Zirconia จึงให้สีสันโปร่งแสงใกล้เคียงฟันธรรมชาติมากกว่า ไม่มีปัญหาขอบเหงือกดำคล้ำแบบ PFM อีกทั้งยังมีความแข็งแรงสูงและทนต่อการสึกกร่อนได้ดี เหมาะกับทั้งฟันหน้าที่เน้นความสวยงามและฟันกรามที่ต้องรับแรงบดเคี้ยว

ข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาและงบประมาณของครอบฟัน Zirconia

ข้อจำกัดหลักของครอบฟัน Zirconia คือราคาที่สูงกว่า PFM พอสมควร เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทาง จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการความสวยงามระยะยาวและมีงบประมาณรองรับ

ครอบฟัน Zirconia VS PFM แตกต่างกันอย่างไร?

ครอบฟัน Zirconia VS PFM

เมื่อเห็นข้อดีข้อจำกัดของแต่ละแบบแล้ว มาลองเปรียบเทียบกันแบบเจาะจงในแต่ละมิติ เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจนยิ่งขึ้น มีรายละเอียดดังนี้

ความสวยงามและความเป็นธรรมชาติของเนื้อวัสดุ

ครอบฟัน Zirconia ให้ความโปร่งแสงและสีที่กลมกลืนกับฟันธรรมชาติมากกว่า เพราะไม่มีแกนโลหะบดบังแสงจากด้านใน ขณะที่ครอบฟัน PFM แม้จะเคลือบพอร์ซเลนด้านนอกให้ดูเป็นสีฟัน แต่เมื่อมองใกล้หรือโดนแสงบางมุมอาจสังเกตเห็นความทึบแสงกว่าได้

ความแข็งแรงทนทานและการรองรับแรงบดเคี้ยวอาหาร

ทั้งสองวัสดุมีความแข็งแรงสูงพอสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ครอบฟัน Zirconia มักทนทานต่อการบิ่นแตกได้ดีกว่าในระยะยาว ส่วนครอบฟัน PFM ก็ยังเป็นตัวเลือกที่แข็งแรงเพียงพอสำหรับฟันกรามที่ต้องรับแรงบดเคี้ยวหนัก

ปริมาณการกรอเนื้อฟันและความปลอดภัยต่อเนื้อเยื่อในช่องปาก

การทำครอบฟัน Zirconia บางประเภทสามารถออกแบบให้บางกว่าได้ จึงอาจกรอเนื้อฟันน้อยกว่าในบางเคส ขณะที่ครอบฟัน PFM มักต้องกรอเนื้อฟันมากกว่าเล็กน้อยเพื่อให้มีพื้นที่รองรับทั้งแกนโลหะและชั้นพอร์ซเลน ทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินปริมาณการกรอที่เหมาะสมตามสภาพฟันจริงของแต่ละคน

เปิดคู่มือการดูแลรักษาครอบฟันให้อยู่คู่ช่องปากได้ยาวนาน

การดูแลรักษาครอบฟันให้อยู่ยาวนาน

ไม่ว่าจะเลือกครอบฟันแบบไหน การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยืดอายุการใช้งานได้ วิธีดูแลที่ควรรู้มีดังนี้

ปรับพฤติกรรมการกินอาหารและหลีกเลี่ยงการเคี้ยวของแข็งเหนียว

ควรเลี่ยงการกัดหรือเคี้ยวของแข็งมาก ๆ เช่น น้ำแข็ง กระดูก หรือลูกอมแข็ง รวมถึงอาหารเหนียวอย่างหมากฝรั่ง เพราะแรงกระแทกซ้ำ ๆ อาจทำให้ครอบฟันบิ่นหรือหลุดได้ก่อนเวลาอันควร

การทำความสะอาดอย่างถูกวิธีด้วยแปรงสีฟันและไหมขัดฟัน

แปรงฟันวันละ 2 ครั้งตามปกติ โดยเน้นทำความสะอาดบริเวณขอบครอบฟันเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดที่เศษอาหารสะสมได้ง่าย ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันเพื่อเก็บเศษอาหารตามซอกฟันที่แปรงเข้าไม่ถึง

ทันตแพทย์ของ TEETH TALK DENTAL CLINIC แนะนำเพิ่มเติมว่า “ควรเลือกแปรงสีฟันขนนุ่มและแปรงเบา ๆ รอบขอบครอบฟันแทนการออกแรงถูแรง เพื่อไม่ให้เหงือกบริเวณนั้นระคายเคือง หรือร่นเร็วกว่าปกติ และควรกลับไปพบทันตแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจเช็กความแนบสนิทของครอบฟันเป็นระยะ เพราะหากพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้แก้ไขได้ง่ายกว่าปล่อยไว้นาน ทั้งนี้ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจเช็กอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลตามดุลยพินิจของทันตแพทย์ผู้ดูแล”

กู้ชีพฟันเสียให้กลับมาเคี้ยวอร่อยไร้สะดุดที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

การเลือกวัสดุครอบฟันที่เหมาะกับสภาพฟันและงบประมาณของแต่ละคนไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินใจคนเดียว ทีมทันตแพทย์ที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC คุ้นเคยกับการประเมินสภาพฟันก่อนแนะนำวัสดุที่เหมาะสม โดยใช้เครื่องสแกนฟันดิจิทัลตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 ช่วยออกแบบครอบฟันให้พอดีกับรูปฟันจริงมากที่สุด พร้อมแจ้งค่าใช้จ่ายของครอบฟันแต่ละชนิดให้ทราบตั้งแต่ต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างสบายใจ

และด้วยจำนวน 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางแสน (ม.บูรพา) หากสะดวกก็แวะเข้ามาปรึกษาเรื่องครอบฟันได้ที่ เช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน หรือใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียว

รับสิทธิ์พิเศษและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาฟรี!

  • เจาะลึก ครอบฟัน Zirconia VS PFM เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและทนทาน
  • เจาะลึก ครอบฟัน Zirconia VS PFM เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและทนทาน

สรุปบทความ

ครอบฟัน Zirconia และ PFM ต่างก็มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ต่างกัน โดย PFM แข็งแรงและราคาเข้าถึงง่ายกว่า แต่มีข้อจำกัดเรื่องขอบเหงือกดำคล้ำเมื่อใช้งานไปนาน ส่วน Zirconia โดดเด่นเรื่องความสวยงามใกล้เคียงฟันธรรมชาติและความทนทาน แต่ราคาสูงกว่า การเลือกวัสดุที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับตำแหน่งฟัน งบประมาณ และคำแนะนำของทันตแพทย์ผู้ตรวจ

หากต้องการนัดหมายจองคิว หรือปรึกษาเรื่องครอบฟัน Zirconia และ PFM สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับครอบฟัน Zirconia VS PFM

ครอบฟัน Zirconia VS PFM แบบไหนมีอายุการใช้งานยาวนานกว่ากัน?

โดยทั่วไปครอบฟัน Zirconia มักมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า เนื่องจากทนต่อการสึกกร่อนและบิ่นแตกได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม อายุการใช้งานจริงยังขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละบุคคลด้วย

คนที่มีพฤติกรรมนอนกัดฟันรุนแรงควรเลือกทำครอบฟันแบบไหนดี?

สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมนอนกัดฟันรุนแรง ทันตแพทย์มักพิจารณาเป็นรายกรณี เพราะต้องประเมินทั้งแรงกัดและตำแหน่งฟัน ควรปรึกษาทันตแพทย์โดยตรงเพื่อเลือกวัสดุที่เหมาะสม และอาจแนะนำให้ใส่รีเทนเนอร์หรืออุปกรณ์ป้องกันฟันร่วมด้วยระหว่างนอนหลับ

ครอบฟัน PFM ที่ทำให้ขอบเหงือกดำสามารถเปลี่ยนเป็น Zirconia ได้ไหม?

สามารถทำได้ในหลายกรณี โดยทันตแพทย์จะตรวจประเมินสภาพฟันและเหงือกก่อนถอดครอบฟัน PFM เดิมออก แล้วจึงพิจารณาความเหมาะสมในการเปลี่ยนเป็นครอบฟัน Zirconia ทั้งนี้ควรเข้ารับการตรวจเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับสภาพฟันของแต่ละคนโดยเฉพาะ

จัดฟันล่างอย่างเดียว จัดฟันบนอย่างเดียว

หลายคนที่มีปัญหาฟันเกหรือฟันซ้อนเฉพาะแถวบนหรือแถวล่างเพียงแถวเดียว มักสงสัยว่าต้องจัดฟันทั้งปากไหม หรือเลือกจัดฟันเฉพาะแถวที่มีปัญหาได้เลย เพราะดูเหมือนจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไปได้ไม่น้อย

เชื่อว่าหลายคนที่สงสัยเรื่องนี้อยากได้คำตอบที่ชัดเจน ในบทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาไปไขข้อข้องใจเรื่องจัดฟันล่างอย่างเดียวและจัดฟันบนอย่างเดียวได้ไหม ตั้งแต่เงื่อนไขที่ทันตแพทย์ใช้พิจารณา เหตุผลที่มักแนะนำให้จัดฟันทั้งสองแถวควบคู่กัน ไปจนถึงขั้นตอนเตรียมตัวและการดูแลตัวเองหลังติดเครื่องมือ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดฟันรอบเดียว

จัดฟันรอบเดียว (Single Arch Braces) หมายถึงการติดเครื่องมือจัดฟันเฉพาะแถวบนหรือแถวล่างเพียงแถวใดแถวหนึ่ง โดยไม่ได้ติดเครื่องมือกับฟันอีกแถวที่เหลือ แนวคิดนี้มักถูกนำมาใช้ในกรณีที่ฟันแถวหนึ่งมีการเรียงตัวปกติหรือใกล้เคียงปกติอยู่แล้ว และการสบฟันระหว่างสองแถวยังคงมีความสัมพันธ์ที่มั่นคง

แต่การจัดฟันรอบเดียวก็ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะกับทุกคน เพราะฟันบนและฟันล่างทำงานสัมพันธ์กันตลอดเวลาในการบดเคี้ยว หากปรับเปลี่ยนตำแหน่งฟันเพียงแถวเดียวโดยไม่ได้ประเมินผลกระทบต่อการสบฟันโดยรวม ก็อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้ ทันตแพทย์จึงต้องตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจว่าเคสใดเหมาะกับแนวทางนี้จริงๆ

ไขข้อข้องใจจัดฟันแค่บางส่วนสามารถทำได้ในกรณีไหนบ้าง

การจัดฟันรอบเดียวมักพิจารณาได้เฉพาะในเคสที่มีเงื่อนไขค่อนข้างจำกัด ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจัดฟันแถวเดียวจะสามารถทำได้ตามที่ต้องการ โดยกรณีที่ทันตแพทย์อาจพิจารณาให้จัดฟันรอบเดียว ได้แก่

  • ฟันแถวหนึ่งมีฟันซ้อนหรือเกเล็กน้อยเพียงบางตำแหน่ง ขณะที่ฟันอีกแถวเรียงตัวเป็นระเบียบและมีการสบฟันที่มั่นคงอยู่แล้ว
  • ผู้ที่เคยจัดฟันมาก่อนและถอดเครื่องมือไปแล้ว แต่ฟันบางซี่ในแถวใดแถวหนึ่งเคลื่อนกลับเล็กน้อย จึงต้องการปรับแก้เฉพาะจุด
  • เคสที่ต้องการปรับตำแหน่งฟันเล็กน้อยก่อนทำหัตถการอื่น เช่น การเตรียมพื้นที่ก่อนทำครอบฟันหรือสะพานฟันในบางตำแหน่ง

ทั้งนี้ การจะจัดฟันรอบเดียวได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทันตแพทย์หลังตรวจประเมินโครงสร้างฟันและการสบฟันของแต่ละบุคคลเป็นหลัก ผลลัพธ์และความเหมาะสมจึงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละเคส

เหตุผลสำคัญที่ทันตแพทย์มักแนะนำให้จัดฟันทั้งบนและล่างควบคู่กัน

เหตุผลที่ควรจัดฟันทั้งบนและล่างควบคู่กัน

แม้จัดฟันรอบเดียวจะเป็นไปได้ในบางเคส แต่ในทางปฏิบัติทันตแพทย์ส่วนใหญ่มักแนะนำให้จัดฟันทั้งสองแถวควบคู่กันมากกว่า มาดูเหตุผลหลักกัน ดังนี้

เพื่อควบคุมระบบการบดเคี้ยวอาหารให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ฟันบนและฟันล่างต้องประกบกันในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อให้การบดเคี้ยวกระจายแรงได้อย่างสมดุล หากปรับตำแหน่งฟันเพียงแถวเดียว อาจทำให้จุดสัมผัสระหว่างฟันบนกับฟันล่างเปลี่ยนไปจากเดิม ส่งผลให้บางซี่ต้องรับแรงบดเคี้ยวมากกว่าปกติ การจัดฟันทั้งสองแถวพร้อมกันจึงช่วยให้ทันตแพทย์ควบคุมความสัมพันธ์ของการสบฟันได้แม่นยำกว่า

ป้องกันปัญหาฟันล้มลามเอียงและการสบฟันผิดรูปในอนาคต

เมื่อฟันแถวหนึ่งถูกจัดให้เรียงตัวดีขึ้น แต่ฟันอีกแถวยังคงมีปัญหาเดิมอยู่ ระยะเวลาที่ผ่านไปอาจทำให้เกิดฟันล้มหรือเอียงลามไปยังตำแหน่งใกล้เคียง เนื่องจากแรงบดเคี้ยวที่ไม่สมดุลกดทับฟันในบางจุดมากขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้แก้ไข บางเคสอาจสูญเสียฟันซี่นั้นไปจนต้องพิจารณาทำรากฟันเทียมทดแทนในภายหลัง การจัดฟันทั้งสองแถวควบคู่กันจึงช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาที่อาจตามมาในระยะยาวได้มากกว่า

คู่มือเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มต้นเข้าสู่โปรแกรมจัดฟัน

ไม่ว่าจะจัดฟันรอบเดียวหรือจัดฟันทั้งปาก ทุกเคสจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มโปรแกรมจัดฟันเสมอ โดยขั้นตอนหลักที่ควรรู้ มีดังนี้

เข้าพบทันตแพทย์เพื่อเอกซเรย์และวางแผนโครงสร้างช่องปาก

ทันตแพทย์จะเริ่มจากการตรวจช่องปาก เอกซเรย์ และอาจใช้ระบบสแกนฟันดิจิทัลเพื่อดูโครงสร้างฟัน ตำแหน่งราก และความสัมพันธ์ของการสบฟันระหว่างแถวบนกับแถวล่างอย่างละเอียด ข้อมูลชุดนี้จะถูกนำมาใช้พิจารณาว่าเคสนั้นเหมาะกับการจัดฟันรอบเดียวหรือควรจัดฟันทั้งสองแถวควบคู่กัน ก่อนวางแผนการรักษาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล

การเคลียร์ช่องปากเพื่อจัดการฟันผุและคราบหินปูนฝังลึก

ก่อนเริ่มติดเครื่องมือ ทันตแพทย์จะตรวจสอบว่ามีฟันผุซ่อนอยู่หรือไม่ หากพบจะต้องอุดฟันให้เรียบร้อยก่อน เพราะเมื่อติดแบร็คเก็ตแล้วการดูแลความสะอาดจะทำได้ยากขึ้น หากฟันผุลุกลามลึกจนถึงโพรงประสาทฟัน อาจจำเป็นต้องรักษารากฟันให้เสร็จสิ้นก่อนเริ่มจัดฟันด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังต้องขูดหินปูนและคราบสะสมที่ฝังลึกตามซอกฟัน เพื่อให้ช่องปากอยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการติดเครื่องมือจัดฟันมากที่สุด

เปิดขั้นตอนการติดเครื่องมือจัดฟันทีละสเต็ปอย่างถูกวิธี

เมื่อเคลียร์ช่องปากเรียบร้อยแล้ว ทันตแพทย์จะเริ่มขั้นตอนติดเครื่องมือจัดฟันตามลำดับ ดังนี้

  1. ทำความสะอาดผิวฟันและเช็ดให้แห้งเพื่อเตรียมพื้นผิวสำหรับติดแบร็คเก็ต
  2. ทาสารกัดผิวฟันบางๆ เพื่อช่วยให้กาวยึดแบร็คเก็ตติดแน่นกับผิวฟัน
  3. ติดแบร็คเก็ตลงบนตำแหน่งที่วางแผนไว้บนฟันแต่ละซี่ของแถวที่ต้องจัด
  4. ฉายแสงเพื่อให้กาวยึดแบร็คเก็ตแข็งตัวและติดแน่นกับผิวฟัน
  5. ใส่ลวดจัดฟันพาดผ่านแบร็คเก็ตทุกซี่ และยึดด้วยยางหรือลวดมัดตามชนิดของเครื่องมือ

หลังติดเครื่องมือเสร็จ ทันตแพทย์จะนัดหมายเพื่อปรับแรงดึงของลวดเป็นระยะ โดยทั่วไปมักนัดทุก 1 เดือน เพื่อค่อย ๆ เคลื่อนฟันเข้าสู่ตำแหน่งที่วางแผนไว้

เคล็ดลับการดูแลตัวเองหลังติดเครื่องมือเพื่อทวงคืนฟันเรียงสวย

การดูแลตัวเองหลังติดเครื่องมือ

หลังติดเครื่องมือจัดฟันในช่วงแรกอาจรู้สึกตึงหรือเสียวฟันเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปและมักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน ระหว่างนี้ควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • เลือกอาหารเนื้อนุ่มหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กในช่วงแรก หลีกเลี่ยงอาหารแข็งหรือเหนียวที่อาจทำให้แบร็คเก็ตหลุด
  • แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้แปรงซอกฟันหรือไหมขัดฟันชนิดพิเศษสำหรับผู้จัดฟันเพื่อทำความสะอาดรอบแบร็คเก็ตให้ทั่วถึง
  • หลีกเลี่ยงการกัดของแข็ง เช่น น้ำแข็งหรือปากกา เพราะอาจทำให้ลวดหรือแบร็คเก็ตเสียหาย
  • เข้าพบทันตแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อปรับแรงดึงของเครื่องมือให้ต่อเนื่อง ไม่ควรเลื่อนนัดโดยไม่จำเป็น
  • เมื่อถอดเครื่องมือจัดฟันแล้ว ควรใส่รีเทนเนอร์ตามระยะเวลาที่ทันตแพทย์กำหนด เพื่อรักษาตำแหน่งฟันที่จัดเรียบร้อยแล้วไว้ให้คงตัว

ทันตแพทย์จาก TEETH TALK DENTAL CLINIC แนะนำเพิ่มเติมว่า “หากลวด หรือแบร็คเก็ตครูดกระพุ้งแก้มหรือริมฝีปากจนรู้สึกระคายเคือง สามารถใช้ขี้ผึ้งจัดฟัน (Orthodontic Wax) แปะปิดจุดที่เสียดสีไว้ชั่วคราวเพื่อลดความไม่สบายตัวได้ และไม่ควรแกะหรือดึงลวดออกเองแม้จะรู้สึกรำคาญ เพราะอาจทำให้ตำแหน่งเครื่องมือคลาดเคลื่อนจากแผนที่วางไว้ หากอาการระคายเคืองหรือเสียวฟันไม่ทุเลาลงตามเวลาที่ควรจะเป็น ควรกลับมาปรึกษาทันตแพทย์ที่ดูแลอยู่เพื่อตรวจดูอาการ”

เนรมิตฟันเรียงสวยด้วยทีมทันตแพทย์ที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

ไม่ว่าจะสงสัยว่าเคสของตัวเองเหมาะกับการจัดฟันรอบเดียว หรือควรจัดฟันทั้งปาก คลินิกทำฟัน TEETH TALK DENTAL CLINIC ยินดีตรวจประเมินโครงสร้างฟันและพูดคุยวางแผนการรักษาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ทีมทันตแพทย์ของเราจะตรวจวิเคราะห์การสบฟัน และโครงสร้างฟันบนล่างอย่างละเอียด ก่อนพิจารณาว่าเคสใดเหมาะกับจัดฟันรอบเดียว หรือควรจัดฟันควบคู่กันทั้งสองแถว 

พร้อมใช้ระบบเอกซเรย์และสแกนฟันดิจิทัลมาตรฐาน ISO 9001:2015 ช่วยวางแผนตำแหน่งแบร็คเก็ต และแรงดึงของลวดจัดฟันในแต่ละเคส และพูดคุยชี้แจงแผนการรักษาพร้อมประเมินค่าใช้จ่ายจัดฟันให้ทราบตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดฟันรอบเดียว หรือจัดฟันทั้งปาก

เนื่องจากการจัดฟันต้องเข้าพบทันตแพทย์เพื่อปรับเครื่องมือสม่ำเสมอทุกเดือนตลอดระยะเวลาที่รักษา TEETH TALK DENTAL CLINIC จึงมี 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางแสน (ม.บูรพา) ให้เลือก หากสะดวกลองเลือกสาขาใกล้บ้านไว้นัดหมาย และเดินทางมาปรับเครื่องมือได้ง่ายขึ้น (เช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน) พร้อมใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียว

รับสิทธิ์พิเศษและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาฟรี!

  • ตอบชัด! จัดฟันล่างอย่างเดียว หรือจัดฟันบนอย่างเดียว ทำได้จริงไหม
  • ตอบชัด! จัดฟันล่างอย่างเดียว หรือจัดฟันบนอย่างเดียว ทำได้จริงไหม

สรุปบทความ

การจัดฟันล่างอย่างเดียว หรือจัดฟันบนอย่างเดียวสามารถทำได้ในบางเคสเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อฟันอีกแถวเรียงตัวปกติและมีการสบฟันที่มั่นคงอยู่แล้ว แต่ในกรณีทั่วไปทันตแพทย์มักแนะนำให้จัดฟันทั้งสองแถวควบคู่กัน เพื่อควบคุมการบดเคี้ยวให้สมดุลและลดความเสี่ยงของปัญหาฟันล้มเอียงในระยะยาว ก่อนเริ่มจัดฟันควรเข้าพบทันตแพทย์เพื่อเอกซเรย์และเคลียร์ช่องปากให้เรียบร้อย และหลังติดเครื่องมือแล้วควรดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเพื่อให้การจัดฟันเป็นไปตามแผนที่วางไว้

หากต้องการนัดหมายจองคิว หรือปรึกษาเรื่องจัดฟันล่างอย่างเดียวหรือจัดฟันบนอย่างเดียว สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจัดฟันล่างอย่างเดียว จัดฟันบนอย่างเดียว

จัดฟันล่างอย่างเดียว หรือจัดฟันบนอย่างเดียว มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าไหม?

โดยทั่วไปการจัดฟันเพียงแถวเดียวมักใช้แบร็คเก็ตและอุปกรณ์น้อยกว่า อีกทั้งจำนวนครั้งที่ต้องนัดปรับเครื่องมืออาจน้อยกว่าการจัดฟันทั้งปาก จึงมีแนวโน้มที่ค่าใช้จ่ายโดยรวมจะต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายที่แน่นอนขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละเคสและชนิดของเครื่องมือที่เลือกใช้ แนะนำให้เข้ารับการตรวจประเมินและปรึกษาทันตแพทย์เพื่อทราบค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนสำหรับเคสของตัวเอง

โดยปกติแล้วคุณหมอจะเลือกติดเครื่องมือพร้อมกันทั้งบนและล่างไหม?

ใช่ ในเคสส่วนใหญ่ทันตแพทย์มักแนะนำให้ติดเครื่องมือพร้อมกันทั้งสองแถว เนื่องจากช่วยควบคุมการสบฟันได้แม่นยำกว่าและลดความเสี่ยงของปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต การจัดฟันรอบเดียวจะพิจารณาเฉพาะในเคสที่ฟันอีกแถวเรียงตัวปกติและมีการสบฟันที่มั่นคงอยู่แล้วเท่านั้น

ฟันมีปัญหาเกเล็กน้อยแค่ซี่เดียวสามารถเลือกจัดฟันใสแทนได้ไหม?

ในบางเคสที่ฟันเกเพียงเล็กน้อยแค่บางซี่ ทันตแพทย์อาจพิจารณาแนวทางอื่นนอกเหนือจากเครื่องมือโลหะ เช่น จัดฟันใส Invisalign ซึ่งเคลื่อนฟันด้วยชุดอุปกรณ์ใสที่ถอดเข้าออกได้ ทั้งนี้ความเหมาะสมของแต่ละทางเลือกขึ้นอยู่กับตำแหน่งฟัน ระดับความซ้อนเก และการสบฟันโดยรวม ทันตแพทย์จึงต้องตรวจประเมินก่อนแนะนำแนวทางที่เหมาะกับแต่ละบุคคล

ปลูกกระดูกฟัน

หากใครสูญเสียฟันแท้ไปเป็นเวลานาน โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ได้ทำฟันทดแทนในทันที มักจะพบว่ากระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นค่อยๆ บางลงและละลายไปตามธรรมชาติ พอถึงเวลาที่อยากทำรากฟันเทียมทดแทนฟันที่หายไป จึงอาจเจอว่ากระดูกที่เหลืออยู่ไม่พอสำหรับฝังรากเทียมให้มั่นคง

ปลูกกระดูกฟัน (Bone Grafting) คือหัตถการที่ทันตแพทย์ใช้เพื่อเสริมสร้างปริมาณและความหนาแน่นของกระดูกขากรรไกรให้กลับมาแข็งแรงเพียงพอ ก่อนหรือระหว่างการฝังรากฟันเทียม เพื่อให้รากเทียมยึดติดกับกระดูกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ถ้าใครกำลังวางแผนทำรากฟันเทียม แล้วทันตแพทย์แจ้งว่าต้องปลูกกระดูกก่อน คงมีคำถามผุดขึ้นมาในหัวไม่น้อย ในบทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องปลูกกระดูกฟันกัน ตั้งแต่ความหมาย สาเหตุ ประเภทวัสดุที่ใช้ ขั้นตอนการผ่าตัด ไปจนถึงวิธีดูแลตัวเองหลังทำ

การปลูกกระดูกฟันคืออะไร? และจำเป็นแค่ไหน?

ปลูกกระดูกฟันเป็นการผ่าตัดเสริมมวลกระดูกขากรรไกรในบริเวณที่บางหรือละลายไปจนไม่เพียงพอต่อการฝังรากฟันเทียม ทันตแพทย์จะนำวัสดุปลูกกระดูกใส่ลงไปในตำแหน่งที่ต้องการเสริม เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อกระดูกใหม่ขึ้นมาผสานรวมกับกระดูกเดิม

ไม่ใช่ทุกเคสที่ต้องปลูกกระดูกก่อนทำรากฟันเทียม หากกระดูกขากรรไกรยังมีปริมาณและความหนาแน่นเพียงพอ ทันตแพทย์สามารถฝังรากเทียมได้โดยตรง แต่ในกรณีที่กระดูกบางหรือละลายไปมาก การปลูกกระดูกก่อนจึงเป็นขั้นตอนที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้รากเทียมยึดติดได้มั่นคงมากขึ้น 

ทั้งนี้ความจำเป็นของแต่ละเคสขึ้นอยู่กับผลการประเมินโครงสร้างกระดูกโดยทันตแพทย์เป็นหลัก

ภาวะกระดูกละลายขากรรไกรที่ทำให้ต้องพิจารณาการรักษานี้

กระดูกขากรรไกรของเราสามารถบางลง หรือยุบตัวได้เรื่อย ๆ โดยที่เราอาจไม่ทันรู้ตัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากปัญหาในช่องปากใกล้ตัวที่เราเผลอมองข้ามนี่เอง โดยสาเหตุยอดฮิตที่ทำให้กระดูกละลายจนอาจต้องพิจารณาปลูกกระดูก มีดังนี้

  • การปล่อยช่องว่างไว้นานหลังถอนฟัน พอไม่มีรากฟันคอยรับแรงบดเคี้ยว กระดูกบริเวณนั้นจะค่อย ๆ ฝ่อและยุบตัวลงไปเองตามธรรมชาติ
  • ฟันผุรุนแรงจนต้องถอน ฟันที่ผุหนักจนเก็บไว้ไม่ได้ ทำให้ต้องถอนออก และถ้าไม่ได้ทำฟันทดแทนในเวลาที่เหมาะสม กระดูกขากรรไกรก็จะเริ่มบางลงเรื่อย ๆ
  • โรคปริทันต์อักเสบเรื้อรัง โรคเหงือกอักเสบที่ลุกลามจะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อและกระดูกที่คอยยึดเกาะรากฟันโดยตรง
  • ใส่ฟันปลอมแบบถอดได้เป็นเวลานาน เนื่องจากฟันปลอมประเภทนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นกระดูกเหมือนรากฟัน นานวันเข้ากระดูกใต้ฟันปลอมจึงค่อย ๆ ยุบตัวลง
  • การติดเชื้อหรืออุบัติเหตุ การอักเสบติดเชื้อในกระดูก หรือแรงกระแทกบริเวณขากรรไกร ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้กระดูกเสียหายได้เช่นกัน

ประเภทวัสดุที่ใช้ในการปลูกกระดูกฟัน

วัสดุที่ใช้ในการปลูกกระดูกฟัน

วัสดุที่ใช้ปลูกกระดูกฟันมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและข้อพิจารณาที่แตกต่างกัน ทันตแพทย์จะเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพกระดูกและความต้องการของแต่ละเคส โดยประเภทวัสดุหลักที่นิยมใช้ มีดังนี้

กระดูกของตัวเองที่มีอัตราการผสานตัวสูงและละลายช้า

กระดูกจากร่างกายตัวเอง (Autograft) มักนำมาจากบริเวณใกล้เคียง เช่น ขากรรไกรส่วนอื่น หรือบริเวณกระดูกส่วนอื่นของร่างกายในเคสที่ต้องการปริมาณมาก ข้อดีของวัสดุประเภทนี้คือมีอัตราการผสานตัวกับกระดูกเดิมค่อนข้างสูงและมีแนวโน้มละลายช้ากว่าวัสดุประเภทอื่น เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อของร่างกายเอง แต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่ต้องมีการผ่าตัดเพิ่มบริเวณที่นำกระดูกมาใช้

กระดูกจากมนุษย์คนอื่นเพื่อลดขั้นตอนการผ่าตัดเพิ่มที่ร่างกาย

กระดูกจากผู้บริจาค (Allograft) ผ่านกระบวนการคัดกรอง และฆ่าเชื้อตามมาตรฐานทางการแพทย์ก่อนนำมาใช้ ข้อดีคือช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดเพิ่มจุดเพื่อนำกระดูกจากร่างกายผู้เข้ารับบริการเอง ทำให้ขั้นตอนโดยรวมสั้นลงและลดบาดแผลที่เกิดขึ้นในร่างกาย

กระดูกจากสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อเป็นโครงร่างสร้างกระดูกขากรรไกรใหม่

กระดูกจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น (Xenograft) ที่ผ่านการฆ่าเชื้อและแปรรูปตามมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ มักนำมาใช้เป็นโครงร่างให้เซลล์กระดูกของร่างกายค่อยๆ เจริญเติบโตเข้ามาแทนที่ เหมาะกับเคสที่ต้องการเสริมปริมาณกระดูกในบริเวณกว้างหรือใช้ร่วมกับวัสดุประเภทอื่น

วัสดุสังเคราะห์ ลดความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อจากเนื้อเยื่อผู้บริจาค

วัสดุสังเคราะห์ (Alloplast) ผลิตจากสารประกอบทางการแพทย์ เช่น ไฮดรอกซีอะพาไทต์ หรือเซรามิกชีวภาพ เนื่องจากไม่ได้มาจากเนื้อเยื่อของมนุษย์หรือสัตว์ วัสดุประเภทนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือปฏิกิริยาจากเนื้อเยื่อผู้บริจาคเมื่อเทียบกับวัสดุกลุ่ม Allograft และ Xenograft 

ทั้งนี้วัสดุสังเคราะห์ยังคงมีข้อพิจารณาด้านอัตราการผสานตัวกับกระดูกเดิมที่แตกต่างจากกระดูกของตัวเอง ทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมในการเลือกใช้สำหรับแต่ละเคส

ทำไมการทำรากเทียมฟันหน้าเกือบทุกเคสต้องปลูกกระดูกร่วมด้วย

บริเวณฟันหน้ามักมีกระดูกขากรรไกรที่บางกว่าบริเวณฟันกรามอยู่แล้วโดยธรรมชาติ พอสูญเสียฟันหน้าไป กระดูกส่วนนี้ก็มักละลายเร็วขึ้นไปอีก เพราะรับแรงบดเคี้ยวน้อยกว่าฟันกราม การทำรากฟันเทียมบริเวณฟันหน้าจึงต้องอาศัยความแม่นยำสูงทั้งมุมและตำแหน่งของรากเทียม เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูเป็นธรรมชาติและกลมกลืนกับฟันซี่ข้างเคียง

ด้วยเหตุนี้ หลายเคสที่ทำรากเทียมฟันหน้าจึงจำเป็นต้องปลูกกระดูกเสริมร่วมด้วย เพื่อให้มีปริมาณกระดูกเพียงพอรองรับตำแหน่งและมุมของรากเทียมตามที่วางแผนไว้ 

อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการปลูกกระดูกยังขึ้นอยู่กับปริมาณกระดูกที่เหลืออยู่จริงของแต่ละบุคคล ซึ่งทันตแพทย์จะประเมินจากผลสแกนโครงสร้างขากรรไกรก่อนวางแผนการรักษา

เปิดคู่มือขั้นตอนการปลูกกระดูกฟันอย่างประณีตและรัดกุม

ขั้นตอนการปลูกกระดูกฟัน

การปลูกกระดูกฟันเป็นการผ่าตัดที่ต้องวางแผนอย่างละเอียดตั้งแต่ก่อนลงมือจริง มาดูกันว่าขั้นตอนหลักที่ควรรู้มีอะไรบ้าง ดังนี้

การประเมินโครงสร้างขากรรไกรด้วยระบบดิจิทัลสามมิติอย่างแม่นยำ

ก่อนเริ่มการผ่าตัด ทันตแพทย์จะทำการสแกนโครงสร้างขากรรไกรด้วยระบบดิจิทัลสามมิติ (CBCT) เพื่อประเมินปริมาณ ความหนาแน่น และตำแหน่งของกระดูกที่ต้องการเสริม ข้อมูลจากการสแกนจะถูกนำมาใช้วางแผนปริมาณวัสดุปลูกกระดูกและตำแหน่งการผ่าตัดอย่างละเอียด เพื่อลดความคลาดเคลื่อนระหว่างการทำหัตถการจริง

ขั้นตอนการผ่าตัดและการรอระยะเวลาให้กระดูกผสานรวมเป็นหนึ่งเดียว

เมื่อวางแผนเรียบร้อยแล้ว ทันตแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณที่ต้องการปลูกกระดูก เปิดเหงือกเพื่อเข้าถึงกระดูกขากรรไกร นำวัสดุปลูกกระดูกที่เลือกไว้ใส่ลงในตำแหน่งที่ต้องการเสริม อาจใช้เยื่อกั้นพิเศษปิดคลุมบริเวณนั้นเพื่อช่วยนำทางการสร้างกระดูกใหม่ ก่อนเย็บปิดแผล 

จากนั้นจึงต้องรอให้กระดูกใหม่ผสานรวมกับกระดูกเดิม ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือนทั้งนี้ระยะเวลาที่แท้จริงขึ้นอยู่กับปริมาณกระดูกที่ปลูก และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ก่อนที่ทันตแพทย์จะประเมินความพร้อมสำหรับขั้นตอนฝังรากฟันเทียมต่อไป

ข้อปฏิบัติสำคัญและการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน

การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมหลังปลูกกระดูกฟันมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของการรักษา โดยข้อปฏิบัติที่ควรทราบ มีดังนี้

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันเนื้อเยื่อกระดูกเสียหาย

ในช่วงแรกหลังผ่าตัด ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็งหรือเหนียวบริเวณที่ปลูกกระดูก งดใช้ลิ้นหรือนิ้วแตะสัมผัสแผล งดบ้วนปากแรง ๆ หรือสูบบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้วัสดุปลูกกระดูกเคลื่อนตำแหน่งหรือแผลหายช้ากว่าปกติ

หากปลูกกระดูกบริเวณขากรรไกรบนใกล้โพรงไซนัส ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรง ๆ หรือกิจกรรมที่ทำให้ความดันในช่องปากและจมูกเปลี่ยนแปลงฉับพลันในช่วงที่แผลยังไม่หายดีด้วย

สัญญาณเตือนผิดปกติหลังการผ่าตัดที่ควรรีบกลับมาพบทันตแพทย์

อาการปวดและบวมเล็กน้อยในช่วงแรกหลังผ่าตัดถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป

แต่หากมีอาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ บวมมากผิดปกติ มีไข้ มีหนองหรือกลิ่นเหม็นจากแผล เลือดออกไม่หยุด หรือรู้สึกว่าวัสดุปลูกกระดูกโผล่ออกมาจากแผล ควรรีบกลับมาพบทันตแพทย์เพื่อตรวจดูอาการโดยเร็ว ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจส่งผลต่อการผสานตัวของกระดูก

ทันตแพทย์จาก TEETH TALK DENTAL CLINIC แนะนำเพิ่มเติมว่า “ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ควรงดออกกำลังกายหนัก หรือกิจกรรมที่ต้องก้มศีรษะบ่อยๆ เพราะอาจทำให้เลือดคั่งบริเวณแผลมากขึ้นกว่าปกติ และควรเลือกอาหารอ่อนที่ไม่ต้องออกแรงเคี้ยวมากในช่วงแรก เพื่อลดโอกาสที่วัสดุปลูกกระดูกจะเคลื่อนตำแหน่งระหว่างที่แผลยังไม่แข็งแรงเต็มที่ หากระหว่างพักฟื้นมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ควรติดต่อสอบถามคลินิกที่เข้ารับการรักษาไว้ก่อนได้เสมอ เพื่อความสบายใจ”

ทวงคืนฟันดีเพื่อการเคี้ยวที่มั่นใจขึ้น ด้วยการปลูกกระดูกฟันที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

หากทันตแพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องปลูกกระดูกก่อนทำรากฟันเทียม คลินิกทำฟัน TEETH TALK DENTAL CLINIC ยินดีดูแลตั้งแต่การตรวจประเมินโครงสร้างขากรรไกรไปจนถึงขั้นตอนผ่าตัดปลูกกระดูก ทีมทันตแพทย์ที่นี่จะช่วยประเมินปริมาณกระดูกและพูดคุยวางแผนเลือกวัสดุปลูกกระดูกให้เหมาะกับสภาพขากรรไกรของแต่ละคนก่อนเริ่มลงมือผ่าตัดจริง โดยใช้ระบบสแกนโครงสร้างขากรรไกรสามมิติ (CBCT) ร่วมกับเครื่องมือผ่าตัดมาตรฐาน ISO 9001:2015 เพื่อช่วยวางตำแหน่งวัสดุปลูกกระดูกได้อย่างละเอียด พร้อมพูดคุยตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ ในบรรยากาศคลินิกที่เป็นกันเอง เพื่อให้รู้สึกสบายใจขึ้นก่อนเข้ารับการผ่าตัด

เนื่องจากการปลูกกระดูกฟันมักต้องนัดติดตามอาการ และตรวจความคืบหน้าของกระดูกหลายครั้งก่อนเข้าสู่ขั้นตอนฝังรากฟันเทียม TEETH TALK DENTAL CLINIC จึงมี 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางแสน (ม.บูรพา) ให้เลือก หากสะดวก ลองเลือกสาขาใกล้บ้านไว้เดินทางมาตรวจติดตามได้ง่ายขึ้น (เช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน) พร้อมใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียว

รับสิทธิ์พิเศษและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาฟรี!

  • เจาะลึกปลูกกระดูกฟัน เคลียร์ชัดขั้นตอนและประเภทวัสดุที่ต้องรู้
  • เจาะลึกปลูกกระดูกฟัน เคลียร์ชัดขั้นตอนและประเภทวัสดุที่ต้องรู้

สรุปบทความ

ปลูกกระดูกฟันเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเสริมมวลกระดูกขากรรไกรให้เพียงพอสำหรับฝังรากฟันเทียม โดยเฉพาะในเคสที่กระดูกบางหรือละลายไปจากการสูญเสียฟันเป็นเวลานาน วัสดุที่ใช้ปลูกกระดูกมีหลายประเภท ทั้งกระดูกจากตัวเอง กระดูกจากผู้บริจาค กระดูกจากสิ่งมีชีวิตอื่น และวัสดุสังเคราะห์ ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและเลือกใช้ให้เหมาะกับแต่ละเคส หลังผ่าตัดควรดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมและสังเกตสัญญาณผิดปกติ เพื่อให้กระดูกใหม่ผสานตัวได้ดีและพร้อมสำหรับขั้นตอนฝังรากฟันเทียมในลำดับถัดไป

หากต้องการนัดหมายจองคิว หรือปรึกษาเรื่องปลูกกระดูกฟันและการทำรากฟันเทียม สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปลูกกระดูกฟัน

ปลูกกระดูกฟัน เจ็บไหมและมีอาการบวมกี่วัน?

ระหว่างการผ่าตัดจะได้รับยาชาเฉพาะที่ จึงไม่รู้สึกเจ็บขณะทำหัตถการ หลังยาชาหมดฤทธิ์อาจมีอาการปวดและบวมได้ตามปกติ โดยส่วนใหญ่อาการจะทุเลาลงภายในประมาณ 3-5 วัน ทั้งนี้ระยะเวลาฟื้นตัวที่แท้จริงอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณกระดูกที่ปลูกและความซับซ้อนของการผ่าตัด

การปลูกด้วยกระดูกตัวเองหรือกระดูกเทียมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน?

ไม่มีวัสดุชนิดใดที่เหมาะกับทุกเคสเสมอไป กระดูกจากตัวเองมีอัตราการผสานตัวสูงและละลายช้า แต่ต้องผ่าตัดเพิ่มจุดเพื่อนำกระดูกมาใช้ ส่วนวัสดุสังเคราะห์หรือวัสดุจากผู้บริจาคช่วยลดขั้นตอนการผ่าตัดเพิ่ม แต่มีข้อพิจารณาด้านอัตราการผสานตัวที่แตกต่างออกไป ทันตแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกวัสดุที่เหมาะสมที่สุดจากปริมาณกระดูกที่เหลืออยู่ สุขภาพโดยรวม และเป้าหมายการรักษาของแต่ละบุคคล

หลังจากสูญเสียฟันแท้ควรได้รับการรักษาเร็วแค่ไหนเพื่อเลี่ยงการปลูกกระดูก?

โดยทั่วไปกระดูกขากรรไกรเริ่มบางลงได้ภายในไม่กี่เดือนหลังสูญเสียฟันและจะดำเนินต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ หากยังไม่มีฟันทดแทน จึงแนะนำให้ปรึกษาทันตแพทย์เพื่อวางแผนทำรักษารากฟันหรือทดแทนฟันที่สูญเสียไปโดยเร็วที่สุดหลังถอนฟัน ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ โอกาสที่จะต้องปลูกกระดูกเพิ่มเติมก่อนทำรากฟันเทียมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

เคลือบหลุมร่องฟัน

เคยเป็นไหม… เวลาพาลูกไปหาหมอฟันหรือไปตรวจฟันเอง แล้วได้ยินคุณหมอเชียร์ให้ทำ “เคลือบหลุมร่องฟัน” จนแอบสงสัยว่าฟันเรามีปัญหาอะไรหรือเปล่า? จริง ๆ แล้วการเคลือบหลุมร่องฟันไม่ใช่การรักษาโรค แต่เปรียบเหมือนการใส่ “เกราะป้องกัน” ให้ฟันกรามต่างหาก เพราะร่องฟันของคนเรามักจะมีซอกเล็กซอกแคบที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง ทำให้เศษอาหารชอบเข้าไปแอบจนกลายเป็นฟันผุ การเคลือบหลุมร่องฟันเลยเข้ามาช่วยปิดช่องว่างนี้ไว้ ตัดไฟแต่ต้นลมก่อนปัญหาจะเกิด

ในบทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC อยากพามาทำความรู้จักการเคลือบหลุมร่องฟันกันแบบเจาะลึก ตั้งแต่มันคืออะไร ใครบ้างที่ควรทำ ใช้วัสดุแบบไหน มีขั้นตอนอย่างไร ไปจนถึงวิธีดูแลตัวเองหลังทำ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแน่นอนว่า ถึงเวลาที่ตัวเอง หรือเจ้าตัวเล็กที่บ้านควรรับบริการนี้แล้วหรือยัง

เคลือบหลุมร่องฟัน คืออะไร

เคลือบหลุมร่องฟัน (Dental Sealant) คือการทาวัสดุเคลือบผิวฟันชนิดพิเศษลงบนร่องหลุมลึกที่อยู่บนผิวด้านบดเคี้ยวของฟันกราม โดยเฉพาะฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งและซี่ที่สองซึ่งมีร่องฟันตามธรรมชาติที่ลึก และซับซ้อนกว่าฟันซี่อื่น โดยวัสดุเคลือบจะไหลเข้าไปเติมเต็มร่องหลุมเหล่านี้แล้วแข็งตัวกลายเป็นชั้นปิดกั้นบาง ๆ ทำหน้าที่คล้ายเกราะป้องกันไม่ให้เศษอาหารและแบคทีเรียเข้าไปสะสมในซอกลึกที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง

ต่างจากฟันผุที่เป็นปัญหาซึ่งเกิดขึ้นแล้ว และต้องได้รับการรักษา การเคลือบหลุมร่องฟันนั้นจะเป็นขั้นตอนเชิงป้องกันที่ทำในฟันที่ยังแข็งแรงดีอยู่ เพื่อลดโอกาสที่ฟันซี่นั้นจะเกิดฟันผุขึ้นในอนาคต

ประโยชน์ของการเคลือบหลุมร่องฟันที่มากกว่าแค่การทำความสะอาด

การเคลือบหลุมร่องฟันไม่ได้ให้ประโยชน์แค่ช่วยให้ผิวฟันเรียบขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพช่องปากอีกหลายด้าน โดยประโยชน์สำคัญของการเคลือบหลุมร่องฟัน มีดังนี้

ป้องกันแบคทีเรียและเศษอาหารสะสมในซอกฟันกราม

ร่องฟันกรามตามธรรมชาติมีลักษณะลึกและแคบ ทำให้ขนแปรงสีฟันทั่วไปแทรกเข้าไปทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึงเท่าผิวฟันด้านอื่น เมื่อเคลือบวัสดุปิดกั้นร่องเหล่านี้ไว้ พื้นผิวฟันจะเรียบขึ้น และมีจุดอับให้เศษอาหารกับคราบแบคทีเรียเข้าไปสะสมน้อยลง ช่วยให้การแปรงฟันในแต่ละวันทำความสะอาดผิวฟันกรามได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

ลดความเสี่ยงการเกิดฟันผุในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อร่องฟันกรามถูกปิดกั้นไว้ด้วยวัสดุเคลือบ โอกาสที่กรดจากแบคทีเรียจะกัดกร่อนเนื้อฟันบริเวณนั้นก็ลดลงตามไปด้วย ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของฟันผุในบริเวณร่องฟันกรามได้ในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กที่ยังดูแลความสะอาดช่องปากด้วยตัวเองได้ไม่เต็มที่ ทั้งนี้ผลลัพธ์ในการป้องกันฟันผุยังขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากโดยรวมของแต่ละคนร่วมด้วย

ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาฟันผุที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หากปล่อยให้ฟันผุลุกลามลึกจนถึงชั้นโพรงประสาทฟัน อาจต้องเข้ารับการรักษารากฟัน ซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อนและใช้เวลานานกว่าการดูแลป้องกันตั้งแต่ต้น หรือในกรณีที่รุนแรงจนต้องถอนฟันซี่นั้นออกไป ก็อาจต้องพิจารณาทำรากฟันเทียมทดแทนฟันที่สูญเสียไปในภายหลัง การเคลือบหลุมร่องฟันตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดโอกาสต้องเข้ารับการรักษาที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าในอนาคตได้

วัสดุที่ใช้ในการเคลือบหลุมร่องฟันมีกี่ประเภท

วัสดุที่ใช้เคลือบหลุมร่องฟันมีให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละเคส โดยวัสดุหลักที่ทันตแพทย์นิยมใช้ มีดังนี้

วัสดุเคลือบหลุมร่องฟันชนิดเรซิน

วัสดุเคลือบชนิดเรซิน (Resin-based Sealant) เป็นวัสดุสีใกล้เคียงฟันธรรมชาติที่แข็งตัวด้วยการฉายแสงเฉพาะ มีคุณสมบัติยึดเกาะกับผิวฟันได้ดีและค่อนข้างคงทนต่อแรงบดเคี้ยว จึงเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในฟันกรามแท้ที่ขึ้นเต็มซี่แล้วและสามารถควบคุมความชื้นระหว่างขั้นตอนได้ดี

วัสดุเคลือบหลุมร่องฟันชนิดแก้วไอโอโนเมอร์

วัสดุเคลือบชนิดแก้วไอโอโนเมอร์ (Glass Ionomer Cement) มีคุณสมบัติปลดปล่อยฟลูออไรด์อย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมความแข็งแรงให้ผิวฟันบริเวณโดยรอบไปพร้อมกัน เหมาะกับฟันกรามที่เพิ่งขึ้นบางส่วนหรือกรณีที่ยังควบคุมความชื้นในช่องปากได้ไม่เต็มที่ เช่น ในเด็กเล็กที่ยังให้ความร่วมมือระหว่างทำหัตถการได้จำกัด แม้จะมีความคงทนต่อแรงบดเคี้ยวน้อยกว่าชนิดเรซิน แต่ก็มีข้อดีด้านการเสริมฟลูออไรด์เพิ่มเติม

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการเคลือบหลุมร่องฟัน

ใครควรทำเคลือบหลุมร่องฟัน

เคลือบหลุมร่องฟันเหมาะกับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อฟันผุบริเวณร่องฟันกรามมากกว่าคนทั่วไป โดยกลุ่มที่ทันตแพทย์มักแนะนำให้เข้ารับการเคลือบหลุมร่องฟัน มีดังนี้

เด็กและวัยรุ่นในช่วงอายุที่ฟันกรามแท้เริ่มขึ้น

ฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งมักเริ่มขึ้นในช่วงอายุประมาณ 6 ปี และฟันกรามแท้ซี่ที่สองจะขึ้นตามมาในช่วงอายุประมาณ 12 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เด็ก และวัยรุ่นยังดูแลความสะอาดช่องปากด้วยตัวเองได้ไม่เต็มที่ ทันตแพทย์จึงมักแนะนำให้เคลือบหลุมร่องฟันทันทีที่ฟันกรามซี่ใหม่ขึ้นเต็มซี่ และยังไม่มีร่องรอยฟันผุ เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น

ผู้ใหญ่ที่มีลักษณะร่องฟันลึกหรือใส่เครื่องมือจัดฟัน

แม้เคลือบหลุมร่องฟันจะพบได้บ่อยในกลุ่มเด็ก แต่ผู้ใหญ่ที่มีร่องฟันกรามลึกเป็นพิเศษ หรืออยู่ระหว่างใส่เครื่องมือจัดฟันจนทำความสะอาดฟันกรามด้านในได้ยากกว่าปกติ ก็สามารถปรึกษาทันตแพทย์เพื่อพิจารณาเคลือบหลุมร่องฟันเพิ่มเติมได้เช่นกัน โดยเฉพาะในฟันกรามซี่ที่ยังไม่เคยผ่านการอุดฟันหรือมีฟันผุมาก่อน

เปิดคู่มือขั้นตอนการเคลือบหลุมร่องฟัน ง่าย สะดวก และไม่ยุ่งยาก

ขั้นตอนการเคลือบหลุมร่องฟันใช้เวลาไม่นานและไม่จำเป็นต้องกรอเนื้อฟันออก จึงนับเป็นหัตถการทางทันตกรรมที่ไม่ยุ่งยากทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ โดยขั้นตอนหลักมีดังนี้

  1. ทันตแพทย์ตรวจฟันกรามและประเมินความลึกของร่องฟัน อาจร่วมกับการเอกซเรย์เพื่อตรวจสอบว่ายังไม่มีฟันผุซ่อนอยู่ในซอกลึก
  2. ทำความสะอาดผิวฟันกรามด้วยแปรงและน้ำยาเฉพาะ เพื่อขจัดคราบพลัคและเศษอาหารก่อนเริ่มเคลือบ
  3. ทาน้ำยากรดอ่อนบนผิวฟันในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อเพิ่มการยึดเกาะของวัสดุเคลือบ จากนั้นล้างออกและเป่าฟันให้แห้งสนิท
  4. ทาวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันลงบนร่องฟันกรามให้ทั่วถึงทุกซอก
  5. ฉายแสงเฉพาะเพื่อบ่มวัสดุให้แข็งตัว ในกรณีที่ใช้วัสดุชนิดเรซิน
  6. ตรวจสอบการสบฟันและความเรียบร้อยของผิวเคลือบอีกครั้ง ก่อนนัดหมายติดตามผลตามความเหมาะสม

ตลอดขั้นตอนไม่มีการกรอ หรือแตะต้องเนื้อฟันโดยตรง ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่จึงรู้สึกสบายตัวระหว่างทำหัตถการโดยไม่จำเป็นต้องฉีดยาชา

เคล็ดลับการดูแลตัวเองหลังเคลือบหลุมร่องฟันให้อยู่ได้นาน

การดูแลตัวเองหลังเคลือบหลุมร่องฟัน

แม้เคลือบหลุมร่องฟันจะช่วยลดความเสี่ยงฟันผุได้ในระยะยาว แต่วัสดุเคลือบก็มีอายุการใช้งานจำกัด และอาจสึกหรอไปตามการใช้งาน การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมจึงมีส่วนช่วยให้วัสดุเคลือบอยู่ได้นานขึ้น โดยข้อควรปฏิบัติหลังเคลือบหลุมร่องฟันที่ควรรู้ มีดังนี้

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการเคี้ยวของแข็งและอาหารเหนียวจัด

การเคี้ยวน้ำแข็ง ถั่วแข็ง หรืออาหารเหนียวจัดอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้วัสดุเคลือบบริเวณผิวฟันกรามหลุดล่อนหรือแตกร้าวได้เร็วกว่าปกติ จึงควรเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ในซี่ฟันที่เพิ่งเคลือบไว้ เพื่อยืดอายุการใช้งานของวัสดุให้นานขึ้น

หมั่นสังเกตสัญญาณเตือนเมื่อวัสดุเริ่มสึกหรอหรือหลุดร่วง

ควรหมั่นสังเกตด้วยลิ้นหรือกระจกว่าผิวเคลือบยังคงเรียบสม่ำเสมอดีอยู่หรือไม่ หากรู้สึกสะดุดเป็นร่องหรือสังเกตเห็นวัสดุบางส่วนหลุดออกไป ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสอบและพิจารณาเคลือบซ้ำในจุดที่หลุดร่วง รวมถึงควรไปตรวจสุขภาพช่องปาก และขูดหินปูนตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทันตแพทย์ประเมินสภาพวัสดุเคลือบไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพช่องปากโดยรวม

ทันตแพทย์ TEETH TALK DENTAL CLINIC ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังเคลือบหลุมร่องฟัน ควรเลี่ยงอาหารที่ต้องใช้แรงบดเคี้ยวมากในฟันซี่ที่เพิ่งเคลือบไว้ก่อน เพื่อให้วัสดุยึดติดกับผิวฟันได้เต็มที่ และที่สำคัญไม่แพ้กันคือควรพาเด็กมาตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพราะแม้วัสดุเคลือบจะช่วยลดความเสี่ยงฟันผุได้ แต่ก็ไม่ได้มาแทนที่การแปรงฟันและดูแลความสะอาดช่องปากตามปกติ”

เคลือบหลุมร่องฟัน VS เคลือบฟลูออไรด์ ต่างกันอย่างไร

แม้เคลือบหลุมร่องฟันและเคลือบฟลูออไรด์จะเป็นบริการเชิงป้องกันฟันผุเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วทั้งสองมีหลักการทำงานที่ต่างกัน เคลือบฟลูออไรด์เป็นการทาสารฟลูออไรด์เคลือบผิวฟันทั้งซี่ เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ผิวเคลือบฟันในเชิงเคมีและมักทำซ้ำเป็นระยะตามคำแนะนำของทันตแพทย์ 

ส่วนเคลือบหลุมร่องฟันเป็นการปิดกั้นร่องหลุมลึกบนผิวฟันกรามด้วยวัสดุเคลือบในเชิงกายภาพ เฉพาะเจาะจงกับซี่ฟันที่มีร่องลึกเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ทั้งสองบริการจึงทำร่วมกันได้ เพื่อเสริมการป้องกันฟันผุในมุมที่แตกต่างกัน

เคลือบหลุมร่องฟัน VS การอุดฟัน แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ

ความแตกต่างสำคัญระหว่างเคลือบหลุมร่องฟันกับอุดฟันอยู่ที่จุดประสงค์ของการทำ เคลือบหลุมร่องฟันเป็นบริการเชิงป้องกันที่ทำในฟันที่ยังแข็งแรงดีและไม่มีรอยผุ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดฟันผุขึ้นในอนาคต ส่วนอุดฟันเป็นการรักษาที่ทำหลังจากมีฟันผุเกิดขึ้นแล้ว โดยทันตแพทย์จะกรอเนื้อฟันส่วนที่ผุออกก่อนแล้วจึงทำวัสดุอุดทดแทนเนื้อฟันที่เสียไป 

ดังนั้นหากฟันกรามยังไม่มีรอยผุ การเคลือบหลุมร่องฟันจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า แต่หากมีฟันผุเกิดขึ้นแล้ว ก็จำเป็นต้องเข้ารับการอุดฟันตามคำแนะนำของทันตแพทย์แทน

เสริมเกราะป้องกันฟันผุให้แข็งแรงที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

สำหรับใครที่กำลังมองหาที่เคลือบหลุมร่องฟันให้ลูก หรืออยากลองปรึกษาเรื่องฟันกรามที่มีร่องลึกเป็นพิเศษดูสักครั้ง คลินิกทำฟัน TEETH TALK DENTAL CLINIC ยินดีดูแลตั้งแต่ขั้นตอนตรวจประเมินไปจนถึงการเคลือบหลุมร่องฟัน

ทีมทันตแพทย์ที่นี่ให้ความสำคัญกับการประเมินความลึกของร่องฟันกรามอย่างละเอียดก่อนเลือกวัสดุเคลือบที่เหมาะกับแต่ละซี่ พร้อมควบคุมความชื้นระหว่างขั้นตอนอย่างพิถีพิถันเพื่อให้วัสดุยึดเกาะติดผิวฟันได้ดี โดยใช้ชุดเครื่องมือ และวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันที่ได้มาตรฐาน ISO9001:2015 ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เหมาะสำหรับเด็กที่มาพบทันตแพทย์เป็นครั้งแรก และอาจยังรู้สึกไม่คุ้นเคย พร้อมพูดคุยแจ้งจำนวนซี่ฟันที่ต้องเคลือบ และชนิดวัสดุที่ใช้ให้ทราบตั้งแต่ต้นก่อนเริ่มทำหัตถการทุกครั้ง เพื่อให้สบายใจไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง 

ด้วยจำนวน 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางแสน (ม.บูรพา) หากสะดวกลองแวะไปพูดคุยที่สาขาใกล้บ้านดูได้ (เช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน) และยังใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น

รับสิทธิ์พิเศษและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาฟรี!

  • เคลือบหลุมร่องฟัน วิธีป้องกันฟันผุซอกลึกที่เด็กทำดีผู้ใหญ่ทำได้
  • เคลือบหลุมร่องฟัน วิธีป้องกันฟันผุซอกลึกที่เด็กทำดีผู้ใหญ่ทำได้

สรุปบทความ

เคลือบหลุมร่องฟันเป็นบริการเชิงป้องกันฟันผุที่ช่วยปิดกั้นร่องหลุมลึกบนผิวฟันกราม ไม่ให้เศษอาหารและแบคทีเรียเข้าไปสะสมจนพัฒนาเป็นฟันผุ เหมาะกับเด็กและวัยรุ่นในช่วงฟันกรามแท้เริ่มขึ้น รวมถึงผู้ใหญ่ที่มีร่องฟันลึกเป็นพิเศษหรือกำลังจัดฟัน วัสดุที่ใช้มีทั้งชนิดเรซินและแก้วไอโอโนเมอร์ ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกให้เหมาะกับแต่ละเคส หลังเคลือบควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวของแข็งและหมั่นสังเกตความเรียบร้อยของผิวเคลือบ เพื่อให้วัสดุใช้งานได้ยาวนานที่สุด

หากต้องการนัดหมายจองคิว หรือปรึกษาเรื่องเคลือบหลุมร่องฟัน สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเคลือบหลุมร่องฟัน

เคลือบหลุมร่องฟันอยู่ได้กี่ปี?

อายุการใช้งานของวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันแตกต่างกันไปตามชนิดวัสดุและพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละคน โดยทั่วไปวัสดุชนิดเรซินมักมีความคงทนต่อแรงบดเคี้ยวได้นานกว่าชนิดแก้วไอโอโนเมอร์ แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการเคี้ยวอาหารและการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากของแต่ละบุคคลร่วมด้วย จึงควรไปพบทันตแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจสอบสภาพวัสดุเคลือบเป็นระยะ

เคลือบหลุมร่องฟันเจ็บไหม?

เคลือบหลุมร่องฟันเป็นขั้นตอนที่ไม่มีการกรอหรือแตะต้องเนื้อฟันโดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องฉีดยาชาในกรณีทั่วไป ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่รู้สึกสบายตัวตลอดขั้นตอน อาจรู้สึกถึงรสชาติของน้ำยาหรือความรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อยขณะทาวัสดุเท่านั้น

เคลือบหลุมร่องฟันราคาเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายในการเคลือบหลุมร่องฟันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จำนวนซี่ฟันที่ต้องเคลือบ ชนิดของวัสดุที่เลือกใช้ รวมถึงการตรวจประเมินเบื้องต้นของทันตแพทย์ในแต่ละเคส เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกต้องและเหมาะกับสภาพฟันของแต่ละคน สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC เพื่อขอคำปรึกษาและใบเสนอราคาที่ชัดเจนก่อนเข้ารับบริการได้

ปุ่มกระดูกในปาก

เคยไหมที่ใช้ลิ้นสำรวจภายในช่องปากเล่นๆ แล้วดันไปสัมผัสเจอก้อนแข็งผิดปกติโดยบังเอิญ หลายคนพอเจอแบบนี้ก็อดตกใจไม่ได้ และสงสัยว่าก้อนที่คลำเจอนี้คืออะไรกันแน่ เกี่ยวข้องกับฟันหรือสุขภาพช่องปากมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อก้อนดังกล่าวไม่ได้เจ็บหรือมีอาการใดๆ ร่วมด้วยเลย จนบางครั้งก็ปล่อยผ่านไปโดยไม่ได้ใส่ใจ

ก้อนแข็งลักษณะนี้ในหลายกรณีคือ “ปุ่มกระดูกในปาก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระดูกขากรรไกรที่งอกหนาตัวขึ้นผิดปกติ ฟังดูอาจไม่เกี่ยวกับฟันโดยตรง แต่ด้วยตำแหน่งที่เกิดอยู่ภายในช่องปากและใกล้ชิดกับเหงือก ฟัน รวมถึงการใส่ฟันปลอม เรื่องนี้จึงอยู่ในขอบเขตการตรวจและดูแลของทันตแพทย์โดยตรง ทั้งการประเมินว่าเป็นก้อนชนิดใด และการผ่าตัดปรับแต่งออกเมื่อก้อนเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

เพื่อคลายข้อสงสัยเหล่านี้ ในบทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาไปทำความรู้จักปุ่มกระดูกในปากให้ครบทุกมุม ตั้งแต่ตำแหน่งที่พบบ่อย สาเหตุที่ทำให้เกิด ผลกระทบเมื่อปล่อยไว้ วิธีสังเกตเบื้องต้นด้วยตนเอง ไปจนถึงขั้นตอนการผ่าตัดปรับแต่งโดยทันตแพทย์ เพื่อให้เข้าใจและรับมือกับก้อนแข็งปริศนานี้ได้อย่างถูกวิธี และรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรไปตรวจที่คลินิกทำฟันเพื่อให้ทันตแพทย์ประเมินอย่างละเอียด

ทำความรู้จักปุ่มกระดูกในปาก ก้อนหนาเคลือบเหงือกสีชมพู

ปุ่มกระดูกในปาก (Oral Torus หรือ Tori) คือส่วนของกระดูกขากรรไกรที่งอกหนาตัวขึ้นผิดปกติ ลักษณะเป็นก้อนแข็ง ผิวเรียบ กดดูแล้วไม่รู้สึกระคายหรือเจ็บแปลบ และมีเหงือกสีชมพูปกติหุ้มอยู่ด้านบน ก้อนนี้ค่อย ๆ โตขึ้นทีละน้อยตลอดหลายปี ซึ่งต่างจากปัญหาฟันผุที่ทำให้เนื้อฟันสูญเสียไปจนต้องอุดฟันเพื่อคืนรูปทรงฟัน เพราะปุ่มกระดูกในปากเป็นเพียงการเพิ่มปริมาณกระดูกที่มีอยู่เดิม ไม่ได้เกิดจากการสูญเสียเนื้อฟันหรือเนื้อเยื่อแต่อย่างใด

พูดง่าย ๆ คือ ปุ่มกระดูกชนิดนี้เป็นความผิดปกติทางโครงสร้างที่พบได้ในคนทั่วไป ไม่ใช่เนื้องอก หรือความผิดปกติของเซลล์ จึงมักไม่มีอาการเจ็บปวดในระยะแรก แต่เมื่อขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เช่นกัน 

ดังนั้นแม้จะไม่ใช่อันตรายร้ายแรง แต่ก็ควรให้ทันตแพทย์ตรวจประเมินเพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าเป็นปุ่มกระดูกจริง ไม่ใช่ก้อนชนิดอื่นที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติม

ตำแหน่งปุ่มกระดูกในปากที่ตรวจพบได้บ่อย

ปุ่มกระดูกในปากเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่งในช่องปาก ขึ้นอยู่กับว่ากระดูกขากรรไกรบริเวณไหนที่งอกหนาตัวขึ้น โดยตำแหน่งที่ตรวจพบได้บ่อย มีดังนี้

ปุ่มกระดูกบริเวณกึ่งกลางเพดานปากขากรรไกรบน

ปุ่มกระดูกที่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณกึ่งกลางเพดานปากด้านบน มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า “Torus Palatinus” มีลักษณะเป็นก้อนนูนตามแนวกึ่งกลางเพดานแข็ง ขนาด และรูปทรงแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางรายอาจเป็นก้อนเดี่ยวขนาดเล็ก ในขณะที่บางรายอาจมีลักษณะเป็นพูหลายแฉกและมีขนาดใหญ่จนสัมผัสได้ง่ายเมื่อใช้ลิ้นแตะ

ปุ่มกระดูกงอกบริเวณสันเหงือกด้านในลิ้นขากรรไกรล่าง

ปุ่มกระดูกอีกตำแหน่งที่พบได้บ่อยรองลงมาคือบริเวณสันเหงือกด้านในลิ้นของขากรรไกรล่าง มีชื่อเรียกว่า “Torus Mandibularis” มักเกิดขึ้นทั้งสองข้างของขากรรไกรพร้อมกันในลักษณะสมมาตร ทำให้เมื่อใช้ลิ้นสำรวจจะรู้สึกถึงก้อนแข็งทั้งสองฝั่งใกล้เคียงกัน

ปุ่มกระดูกงอกบริเวณขอบเหงือกด้านนอกชิดแก้ม

นอกจากสองตำแหน่งข้างต้น ปุ่มกระดูกยังสามารถงอกขึ้นบริเวณขอบเหงือกด้านนอกที่ชิดกับกระพุ้งแก้มได้เช่นกัน หรือที่เรียกว่า “Buccal Exostosis” มีลักษณะเป็นก้อนนูนแข็งเรียงตัวตามแนวเหงือกด้านนอก มักพบร่วมกับปัจจัยด้านพฤติกรรมการบดเคี้ยวหรือแรงกดในช่องปากที่มากกว่าปกติ

สาเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดปุ่มกระดูกในปาก

สาเหตุกระตุ้นปุ่มกระดูกในปาก

ปุ่มกระดูกในปากไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่มักเป็นผลรวมของหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการใช้งานช่องปากและลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคน โดยสาเหตุสำคัญที่มักกระตุ้นให้เกิดปุ่มกระดูกในปาก มีดังนี้

พฤติกรรมการบดเคี้ยวอาหารเนื้อแข็งและเหนียวเป็นประจำ

การบดเคี้ยวอาหารที่มีเนื้อสัมผัสแข็ง หรือเหนียวเป็นประจำ ทำให้กระดูกขากรรไกรบริเวณที่รับแรงกดซ้ำๆ ตอบสนองด้วยการสร้างเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับแรงบดเคี้ยว เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน กระดูกส่วนนั้นจึงค่อย ๆ หนาตัวขึ้นจนกลายเป็นปุ่มกระดูกที่สัมผัสได้ชัดเจน

 ภาวะนอนกัดฟันในเวลากลางคืน รวมถึงพฤติกรรมเค้นฟัน

ผู้ที่มีภาวะนอนกัดฟันในเวลากลางคืน หรือมีพฤติกรรมเค้นฟันโดยไม่รู้ตัวในช่วงกลางวัน มักมีแรงกดบนขากรรไกรมากกว่าคนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง แรงกดที่สะสมนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดปุ่มกระดูกในปาก และมักพบว่าปุ่มกระดูกมีขนาดใหญ่กว่าปกติในผู้ที่มีภาวะนี้ร่วมด้วย

โครงสร้างขากรรไกรส่วนบุคคลและปัจจัยจากพันธุกรรม

โครงสร้างกระดูกขากรรไกรของแต่ละคนมีความแตกต่างกันตามพันธุกรรม บางคนจึงมีแนวโน้มที่กระดูกจะงอกหนาตัวขึ้นได้ง่ายกว่าคนอื่นโดยไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต หากคนในครอบครัวมีปุ่มกระดูกในปาก ก็มีโอกาสที่จะพบลักษณะใกล้เคียงกันในรุ่นต่อไปได้เช่นกัน

แรงดันและการเคลื่อนตัวของฟันในระหว่างการจัดฟัน

ระหว่างการจัดฟัน แรงดึงที่ใช้เคลื่อนฟันไปยังตำแหน่งใหม่จะส่งผลถึงกระดูกขากรรไกรโดยรอบด้วย ในบางกรณีกระดูกอาจมีการปรับตัวและสร้างเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้นบริเวณที่รับแรงมากเป็นพิเศษ ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยร่วมที่ทำให้สังเกตเห็นปุ่มกระดูกได้ชัดเจนขึ้นในช่วง หรือหลังการจัดฟัน

ผลกระทบเมื่อปล่อยให้ปุ่มกระดูกในปากมีขนาดใหญ่ขึ้น

แม้ปุ่มกระดูกในปากจะไม่ใช่ความผิดปกติที่อันตรายร้ายแรง แต่ถ้าปล่อยให้ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้รับการดูแล ก็อาจเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนกัน ดังนี้

เสี่ยงเกิดแผลถลอกและอักเสบได้ง่ายเมื่อถูกกระแทก

เหงือกที่หุ้มปุ่มกระดูกมักบางกว่าเหงือกบริเวณอื่น เมื่อปุ่มกระดูกมีขนาดใหญ่และยื่นออกมามาก จึงมีโอกาสถูกกระแทกจากอาหารแข็ง หรือการเคี้ยวในชีวิตประจำวันได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้เกิดแผลถลอกซ้ำ ๆ บริเวณผิวเหงือกที่ปกคลุมปุ่มกระดูก และหากเกิดแผลบ่อยครั้งก็อาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังในบริเวณนั้นได้

กลายเป็นแหล่งกักเก็บเศษอาหารจนนำไปสู่ปัญหากลิ่นปาก

ปุ่มกระดูกที่มีขนาดใหญ่ และมีลักษณะเป็นพูหรือมีร่องซอก มักเป็นจุดที่เศษอาหาร และคราบพลัคเข้าไปสะสมได้ง่าย แต่ทำความสะอาดให้ทั่วถึงได้ยากกว่าบริเวณอื่นในช่องปาก เมื่อเศษอาหารสะสมนานเข้าจึงกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลให้เกิดปัญหากลิ่นปากตามมาได้

ขัดขวางการทำงานของลิ้นและการใส่ฟันปลอมชนิดถอดได้

หากปุ่มกระดูกมีขนาดใหญ่จนกินพื้นที่ในช่องปากมาก อาจรบกวนการเคลื่อนไหวของลิ้นขณะพูดหรือเคี้ยวอาหาร นอกจากนี้ในผู้ที่จำเป็นต้องใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ ปุ่มกระดูกที่ยื่นสูงยังอาจทำให้ฐานฟันปลอมวางแนบสนิทกับสันเหงือกได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้ฟันปลอมหลวม หรือเกิดการเสียดสีจนระคายเคืองระหว่างใส่งานได้ง่ายขึ้น

วิธีตรวจสอบปุ่มกระดูกในปากเบื้องต้นด้วยตัวเอง

การสังเกตตัวเองเบื้องต้นทำได้ไม่ยาก เพียงใช้ลิ้นหรือปลายนิ้วสะอาดคลำสำรวจบริเวณกึ่งกลางเพดานปาก สันเหงือกด้านในลิ้นของขากรรไกรล่าง และขอบเหงือกด้านนอกชิดแก้ม หากพบก้อนที่มีลักษณะแข็ง ผิวเรียบ กดดูแล้วรู้สึกเป็นปกติดี และมีเหงือกสีชมพูปกติปกคลุมอยู่ ค่อย ๆ โตขึ้นอย่างช้า ๆ ตามเวลา ลักษณะเหล่านี้มักเข้าข่ายปุ่มกระดูกในปากที่พบได้ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากก้อนที่พบมีลักษณะโตเร็วผิดปกติ มีอาการเจ็บ มีแผลหรือเลือดออกร่วมด้วย หรือมีสีที่ผิดไปจากเหงือกปกติ ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตัวเอง แต่ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินให้แน่ชัดว่าเป็นปุ่มกระดูกในปากจริง หรือเป็นความผิดปกติชนิดอื่นที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมต่อไป

ทันตแพทย์ TEETH TALK DENTAL CLINIC แนะนำเพิ่มเติมว่า “ไม่ควรใช้ลิ้น หรือนิ้วกดคลำก้อนแข็งซ้ำ ๆ บ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้เหงือกบริเวณนั้นระคายเคืองโดยไม่จำเป็น และหากสังเกตเห็นว่า ก้อนมีขนาดเปลี่ยนแปลงเร็วผิดปกติภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ก็ควรรีบนัดตรวจโดยไม่ต้องรอให้มีอาการเจ็บก่อน เพราะการตรวจพบและประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้วางแผนดูแลได้ง่ายกว่าการปล่อยไว้จนก้อนมีขนาดใหญ่”

ขั้นตอนการผ่าตัดเอาปุ่มกระดูกในปากออกโดยทันตแพทย์

ขั้นตอนผ่าตัดปุ่มกระดูกในปากออก

เมื่อปุ่มกระดูกในปากเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เกิดแผลถลอกซ้ำๆ รบกวนการพูดหรือเคี้ยวอาหาร หรือขัดขวางการใส่ฟันปลอม ทันตแพทย์ก็อาจแนะนำให้ผ่าตัดปรับแต่งปุ่มกระดูกออก ซึ่งขั้นตอนหลักมีดังนี้

  1. ตรวจประเมินขนาดและตำแหน่งของปุ่มกระดูกร่วมกับการเอกซเรย์ เพื่อวางแผนการผ่าตัดให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  2. ฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณที่จะผ่าตัด เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายตัวระหว่างทำหัตถการ
  3. เปิดแผลบริเวณเหงือกที่ปกคลุมปุ่มกระดูก แล้วค่อยๆ กรอหรือตัดแต่งกระดูกส่วนที่หนาตัวผิดปกติออกจนได้รูปทรงที่เรียบเสมอกับกระดูกขากรรไกรโดยรอบ
  4. เกลี่ยผิวกระดูกให้เรียบ ล้างทำความสะอาดแผล แล้วเย็บปิดเหงือกกลับเข้าที่
  5. นัดหมายติดตามอาการและตรวจดูการสมานตัวของแผลเป็นระยะจนกว่าแผลจะหายดี

หลังผ่าตัด ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่สบายตัวบริเวณแผลเพียงเล็กน้อยในช่วงแรกเท่านั้น ซึ่งบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดที่ทันตแพทย์จ่ายให้ และมักไม่จำเป็นต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล เพียงดูแลแผลตามคำแนะนำและกลับมาตรวจติดตามตามนัดหมายก็เพียงพอแล้ว

ผ่าตัดตกแต่งปุ่มกระดูกในปากเพื่อเคลียร์ช่องปากที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

TEETH TALK DENTAL CLINIC ให้บริการผ่าตัดปรับแต่งปุ่มกระดูกในปากโดยทันตแพทย์ที่ประเมินความจำเป็นของแต่ละเคสอย่างละเอียดก่อนวางแผนการรักษา ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ปุ่มกระดูกรบกวนการใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ หรือกรณีที่ต้องเคลียร์พื้นที่ในช่องปากก่อนวางแผนทำรากฟันเทียมทดแทนฟันที่สูญเสียไป เช่นเดียวกับงานศัลยกรรมช่องปากอื่นที่ต้องอาศัยความละเอียดสูง อย่างการรักษารากฟัน ทันตแพทย์ก็ให้ความสำคัญกับความแม่นยำในทุกขั้นตอนเช่นกัน

ทีมทันตแพทย์ที่นี่ให้ความสำคัญกับการประเมินขนาดและตำแหน่งของปุ่มกระดูกก่อนผ่าตัดอย่างละเอียด พร้อมวางแผนตัดแต่งกระดูกให้เหมาะกับโครงสร้างช่องปากของแต่ละคน โดยใช้เครื่องมือผ่าตัดกระดูกที่ได้มาตรฐาน ISO9001:2015 ซึ่งช่วยให้การกรอแต่งผิวกระดูกทำได้เรียบเนียนและควบคุมได้แม่นยำยิ่งขึ้น ตลอดขั้นตอนทีมงานจะพูดคุยอธิบายให้เข้าใจง่ายและรับฟังข้อสงสัยของผู้ที่เพิ่งพบก้อนแข็งในปากเป็นครั้งแรก เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ 

นอกจากนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC ยังมี 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางแสน (ม.บูรพา) หากสะดวกก็แวะมานัดตรวจปุ่มกระดูกในปาก หรือติดตามแผลหลังผ่าตัดได้ใกล้บ้าน อีกทั้งยังใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น (เช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน)

รับสิทธิ์พิเศษและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาฟรี!

  • ปุ่มกระดูกในปาก ก้อนแข็งปริศนาในช่องปาก เคลียร์ชัดสาเหตุและวิธีแก้ไข
  • ปุ่มกระดูกในปาก ก้อนแข็งปริศนาในช่องปาก เคลียร์ชัดสาเหตุและวิธีแก้ไข

สรุปบทความ

ปุ่มกระดูกในปากเป็นกระดูกขากรรไกรที่งอกหนาตัวขึ้นผิดปกติ มักพบบริเวณกึ่งกลางเพดานปาก สันเหงือกด้านในลิ้นของขากรรไกรล่าง หรือขอบเหงือกด้านนอกชิดแก้ม เกิดจากทั้งพฤติกรรมการบดเคี้ยว ภาวะนอนกัดฟัน โครงสร้างขากรรไกรตามพันธุกรรม รวมถึงแรงดันระหว่างจัดฟัน แม้ในระยะแรกจะไม่มีอาการเจ็บปวด แต่หากปล่อยให้มีขนาดใหญ่ขึ้นก็อาจนำไปสู่แผลถลอก กลิ่นปาก และปัญหาการใส่ฟันปลอมได้ หากพบก้อนแข็งลักษณะนี้ ควรให้ทันตแพทย์ตรวจประเมินเพื่อพิจารณาแนวทางดูแลที่เหมาะสมต่อไป

หากต้องการนัดหมายจองคิว หรือปรึกษาเรื่องปุ่มกระดูกในปาก สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปุ่มกระดูกในปาก

ปุ่มกระดูกในปาก สามารถกลายเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งได้ไหม?

ปุ่มกระดูกในปากเป็นความผิดปกติของกระดูกที่ไม่ใช่เนื้องอกและไม่ใช่มะเร็ง โดยทั่วไปจึงไม่กลายเป็นเนื้อร้ายในภายหลัง อย่างไรก็ตาม หากพบก้อนในช่องปากที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น โตเร็ว มีแผล เจ็บ หรือมีเลือดออกร่วมด้วย ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตัวเองว่าเป็นปุ่มกระดูก แต่ควรให้ทันตแพทย์ตรวจประเมินเพื่อยืนยันลักษณะของก้อนให้แน่ชัดเสมอ

ผ่าตัดปุ่มกระดูกในปาก เจ็บไหมและต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลไหม?

การผ่าตัดปุ่มกระดูกในปากทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ และไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล หลังผ่าตัดผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่สบายตัวบริเวณแผลเพียงเล็กน้อย ซึ่งบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดที่ทันตแพทย์จ่ายให้ และสามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ตามปกติ

เมื่อผ่าตัดปุ่มกระดูกในปากออกไปแล้ว มีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกไหม?

โดยทั่วไปหลังผ่าตัดตัดแต่งกระดูกออกแล้ว โอกาสที่ปุ่มกระดูกจะกลับมาโตซ้ำในบริเวณเดิมพบได้ไม่บ่อยนัก แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในบางราย โดยเฉพาะหากยังมีปัจจัยกระตุ้นเดิมอยู่ เช่น ภาวะนอนกัดฟันที่ยังไม่ได้รับการดูแล ดังนั้นควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์และไปตรวจติดตามตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ

กระดูกเบ้าฟันอักเสบ (Dry Socket)

หลังถอนฟันหรือผ่าฟันคุด อาการปวดแผลเล็กน้อยในช่วง 1 ถึง 2 วันแรกถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป แต่หากอาการปวดไม่ทุเลาลง กลับทวีความรุนแรงขึ้นในวันถัดมา นั่นอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เรียกว่า “กระดูกเบ้าฟันอักเสบ” หรือ Dry Socket ซึ่งเกิดจากการที่ลิ่มเลือดในแผลหลุดออกไปก่อนที่แผลจะสมานตัวได้ดีพอ

ภาวะนี้แม้จะไม่ได้พบในทุกเคสถอนฟัน แต่ก็สร้างความทรมานให้ผู้ที่ประสบพบเจอไม่น้อย เพราะอาการปวดมักรุนแรงกว่าอาการปวดแผลถอนฟันตามปกติ และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ก็อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันไปอีกหลายวัน

สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าอาการปวดแผลถอนฟันที่เป็นอยู่เข้าข่ายกระดูกเบ้าฟันอักเสบหรือเปล่า ในบทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาไปทำความเข้าใจเรื่อง Dry Socket กันแบบละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ สัญญาณเตือน ไปจนถึงแนวทางดูแลเบื้องต้นและวิธีรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรดูแลตัวเองต่อ หรือควรเดินทางไปที่คลินิกทำฟันเพื่อให้ทันตแพทย์ตรวจดูแผลโดยเร็ว

ภาวะกระดูกเบ้าฟันอักเสบ หรือ Dry Socket คืออะไร

หลังถอนฟันทุกครั้ง ร่างกายจะสร้างลิ่มเลือด (Blood Clot) ขึ้นมาอุดอยู่ในเบ้ากระดูกฟันที่ถูกถอนออกไป ลิ่มเลือดนี้ทำหน้าที่สำคัญในการปกป้องกระดูกและเส้นประสาทที่อยู่ภายในเบ้าฟัน รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อสมานแผล

กระดูกเบ้าฟันอักเสบ หรือ Dry Socket (มีชื่อทางการแพทย์ว่า “Alveolar Osteitis”) คือภาวะที่ลิ่มเลือดนี้หลุดออกจากแผลก่อนเวลาอันควร หรือไม่สามารถก่อตัวได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้กระดูกและเส้นประสาทภายในเบ้าฟันสัมผัสกับอากาศ อาหาร และเชื้อแบคทีเรียในช่องปากโดยตรง ส่งผลให้เกิดอาการปวดรุนแรงตามมา 

กระดูกเบ้าฟันอักเสบมักพบได้บ่อยหลังการถอนฟันกรามซี่ในสุด หรือผ่าฟันคุด มากกว่าการถอนฟันในกรณีทั่วไป เช่น การถอนฟันที่ผุลึกจนไม่สามารถอุดฟัน หรือรักษารากฟันต่อไปได้ เนื่องจากตำแหน่ง และความซับซ้อนของการทำหัตถการในกรณีเหล่านี้มักมากกว่าปกติ

สัญญาณเตือนภาวะกระดูกเบ้าฟันอักเสบหลังถอนฟัน

การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ไปพบทันตแพทย์ได้ทันเวลา ก่อนที่อาการจะลุกลามมากขึ้น ลองมาดูกันว่าสัญญาณเตือนที่พบได้บ่อยของภาวะกระดูกเบ้าฟันอักเสบมีอะไรบ้าง

อาการปวดรุนแรงลามไปถึงใบหูและศีรษะในช่วงวันที่ 3 ถึง 4

อาการปวดของกระดูกเบ้าฟันอักเสบมักไม่ใช่อาการปวดที่ค่อย ๆ ทุเลาลงตามระยะเวลาเหมือนแผลถอนฟันปกติ แต่จะเริ่มรุนแรงขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึง 4 หลังถอนฟัน โดยอาการปวดมักลามจากบริเวณแผลไปยังใบหู ขมับ หรือศีรษะซีกเดียวกันกับตำแหน่งที่ถอนฟัน และอาจปวดต่อเนื่องรุนแรงจนรบกวนการนอนหลับหรือการใช้ชีวิตประจำวัน

แผลถอนฟันมีกลิ่นเหม็นและมีรสชาติผิดปกติในช่องปาก

เนื่องจากเบ้าฟันที่ไม่มีลิ่มเลือดปกคลุมจะสัมผัสกับเศษอาหารและเชื้อแบคทีเรียในช่องปากโดยตรง จึงมักทำให้เกิดกลิ่นปากที่รุนแรงผิดปกติ ร่วมกับการรับรู้รสชาติที่ผิดเพี้ยนไปในช่องปาก โดยเฉพาะเมื่อสังเกตเห็นเบ้าฟันมีลักษณะว่างเปล่าไม่มีลิ่มเลือดสีแดงเข้มปกคลุมอยู่ หากพบอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจดูอาการโดยเร็ว

สาเหตุหลักที่ทำให้ลิ่มเลือดละลายจนเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบ

สาเหตุเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบ

ภาวะกระดูกเบ้าฟันอักเสบมักเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ใช่สาเหตุเดียวโดดๆ โดยสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่ทำให้ลิ่มเลือดหลุดออกจากแผลก่อนเวลาอันควร มีดังนี้

พฤติกรรมการดูดแผลและการบ้วนน้ำบ่อยหลังการถอนฟัน

การดูดแผล เช่น การดูดหลอด สูบบุหรี่ หรือการบ้วนปากแรงๆ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังถอนฟัน ทำให้เกิดแรงดันในช่องปากที่อาจดึงลิ่มเลือดให้หลุดออกจากเบ้าฟันได้ง่ายขึ้น รวมถึงการใช้ลิ้นหรือนิ้วแตะสัมผัสบริเวณแผลบ่อยครั้งก็เป็นอีกพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงนี้

ความยากของเคสผ่าตัดและการบาดเจ็บของกระดูกเบ้าฟัน

เคสถอนฟัน หรือผ่าฟันคุดที่มีความซับซ้อน เช่น ฟันฝังอยู่ลึกในกระดูก ฟันคุดที่ต้องใช้เวลาผ่าตัดนาน หรือกรณีที่มีฟันผุลุกลามจนต้องผ่าตัดเอาชิ้นส่วนฟันออกหลายชิ้น มักทำให้กระดูกเบ้าฟันได้รับการบาดเจ็บมากกว่าการถอนฟันทั่วไป ซึ่งส่งผลให้กระบวนการสร้างลิ่มเลือดทำได้ไม่สมบูรณ์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกเบ้าฟันอักเสบได้มากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงรอบตัวที่ส่งเสริมให้แผลถอนฟันเกิดภาวะ Dry Socket

นอกจากสาเหตุโดยตรงจากการบาดเจ็บของแผลแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นรอบตัวที่เพิ่มโอกาสเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน มาดูกันว่ามีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างที่ควรทราบไว้ ดังนี้

สุขภาพช่องปากที่ไม่ดีรวมถึงการสูบบุหรี่หลังทำหัตถการ

ผู้ที่มีสุขภาพช่องปากไม่ดี มีคราบพลัค หรือหินปูนสะสมมาก มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณแผลถอนฟันสูงกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้การสูบบุหรี่หลังถอนฟันยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เนื่องจากสารเคมีในควันบุหรี่ส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนเลือดบริเวณแผล อีกทั้งแรงดูดขณะสูบยังอาจทำให้ลิ่มเลือดหลุดออกจากเบ้าฟันได้ง่ายขึ้นด้วย

ผลกระทบจากโรคประจำตัวและการรับประทานยาบางชนิด

ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจทำให้แผลสมานตัวช้ากว่าปกติ รวมถึงการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน ก็อาจส่งผลต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือดได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนถอนฟันหรือผ่าฟันคุด ควรแจ้งประวัติสุขภาพและยาที่รับประทานอยู่ให้ทันตแพทย์ทราบทุกครั้ง

ข้อห้ามสำคัญหลังถอนฟันเพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดหลุดจากแผล

เพื่อให้ลิ่มเลือดในเบ้าฟันมีเวลาก่อตัวและสมานแผลได้อย่างเต็มที่ ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่อไปนี้ในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังถอนฟันหรือผ่าฟันคุด

  • หลีกเลี่ยงการดูดหลอด ดูดน้ำ หรือสูบบุหรี่ เพราะแรงดูดอาจทำให้ลิ่มเลือดหลุดออกจากแผลได้
  • งดบ้วนปากแรงๆ หรือบ้วนน้ำบ่อยเกินไปในวันแรกหลังถอนฟัน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ลิ้นหรือนิ้วแตะ ดัน หรือสัมผัสบริเวณแผล
  • งดรับประทานอาหารแข็ง ร้อนจัด หรือรสจัดในช่วง 2 ถึง 3 วันแรก และเลือกอาหารที่เคี้ยวง่าย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ผ่าฟันคุดกินอะไรได้บ้าง)
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นในช่วง 1 ถึง 2 วันแรก

วิธีบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นด้วยตัวเองก่อนเดินทางไปพบแพทย์

หากเริ่มมีอาการปวดผิดปกติหลังถอนฟัน แต่ยังไม่สามารถเดินทางไปพบทันตแพทย์ได้ในทันที สามารถบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ 

  • ประคบเย็นบริเวณแก้มด้านนอกใกล้ตำแหน่งที่ปวด ครั้งละประมาณ 15 ถึง 20 นาที เพื่อช่วยลดอาการปวดและบวม
  • รับประทานยาแก้ปวดสามัญประจำบ้านตามฉลากแนะนำ เช่น พาราเซตามอล เพื่อบรรเทาอาการปวดในเบื้องต้น
  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นเบา ๆ อย่างนุ่มนวล โดยไม่ต้องบ้วนแรงหรือกลั้วปากนาน เพื่อช่วยลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียบริเวณแผล
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัดหรือเย็นจัดบริเวณแผล
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการนอนในท่าที่กดทับบริเวณแผล

ทั้งนี้เป็นเพียงการช่วยลดความไม่สบายตัวชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่การรักษาภาวะกระดูกเบ้าฟันอักเสบโดยตรง จึงควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจดูแผลโดยเร็วที่สุด

ทันตแพทย์จาก TEETH TALK DENTAL CLINIC ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า “ในช่วงที่ยังเดินทางมาพบแพทย์ไม่ได้ทันที ควรสังเกตระดับความปวดของตัวเองไว้เป็นระยะ หากรับประทานยาแก้ปวดตามฉลากแล้วอาการยังไม่ทุเลาลงภายใน 1 วัน หรือปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบติดต่อคลินิกเพื่อนัดหมายเข้ามาตรวจโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัดครั้งถัดไป เพราะยิ่งเข้ารับการดูแลเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยลดความไม่สบายตัวที่ยืดเยื้อได้มากขึ้นเท่านั้น”

แนวทางการรักษากระดูกเบ้าฟันอักเสบโดยทันตแพทย์

แนวทางรักษากระดูกเบ้าฟันอักเสบ

เมื่อตรวจพบว่าเป็นภาวะกระดูกเบ้าฟันอักเสบ ทันตแพทย์จะเริ่มจากการล้างทำความสะอาดเบ้าฟัน เพื่อกำจัดเศษอาหารและสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ภายใน 

จากนั้นจะใส่วัสดุ หรือผ้าก๊อซชุบยาที่มีฤทธิ์ลดปวดและต้านการอักเสบเฉพาะที่ลงไปในเบ้าฟัน เพื่อช่วยปกป้องกระดูกและเส้นประสาทที่สัมผัสกับอากาศโดยตรง พร้อมทั้งนัดหมายให้กลับมาเปลี่ยนวัสดุเป็นระยะจนกว่าแผลจะเริ่มสมานตัวดีขึ้น

ในบางกรณีทันตแพทย์อาจจ่ายยาแก้ปวด หรือยาปฏิชีวนะเพิ่มเติมตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

หลังแผลกระดูกเบ้าฟันสมานตัวดีแล้ว หากฟันซี่ที่ถอนไปจำเป็นต้องได้รับการทดแทนในระยะยาว ทันตแพทย์จะประเมินความเหมาะสมของแนวทางต่าง ๆ อีกครั้ง เช่น การทำรากฟันเทียมในเคสที่ถอนฟันปกติ เพื่อฟื้นฟูการบดเคี้ยว และความสวยงามของรอยยิ้มในระยะต่อไป

ผ่าฟันคุดพร้อมดูแลภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

การถอนฟันหรือผ่าฟันคุดแต่ละเคสมีความซับซ้อนแตกต่างกัน TEETH TALK DENTAL CLINIC จึงให้ความสำคัญกับการประเมินก่อนทำหัตถการอย่างละเอียด พร้อมติดตามอาการหลังทำหัตถการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดูแลภาวะแทรกซ้อนอย่างกระดูกเบ้าฟันอักเสบได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ หากเกิดขึ้น

ทีมทันตแพทย์ที่นี่คุ้นเคยกับการประเมินความยากง่ายของเคสผ่าฟันคุด หรือถอนฟันก่อนทำหัตถการทุกครั้ง พร้อมใช้เครื่องมือผ่าตัดมาตรฐาน ISO9001:2015 ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของกระดูกเบ้าฟันระหว่างการทำหัตถการ นอกจากนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC ยังให้คำแนะนำการดูแลตัวเองหลังถอนฟัน หรือผ่าฟันคุดอย่างละเอียด พร้อมตอบทุกข้อสงสัยเพื่อลดความกังวลใจของผู้เข้ารับบริการ 

และด้วยจำนวน 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางแสน (ม.บูรพา) หากมีอาการปวดผิดปกติหลังถอนฟันหรือผ่าฟันคุด ก็แวะกลับมาให้ทันตแพทย์ตรวจแผลได้สะดวก อีกทั้งยังใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียว (เช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน)

รับสิทธิ์พิเศษและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาฟรี!

  • ไขข้อข้องใจ กระดูกเบ้าฟันอักเสบ (Dry Socket) ปวดแผลถอนฟันไม่หาย ทำอย่างไรดี
  • ไขข้อข้องใจ กระดูกเบ้าฟันอักเสบ (Dry Socket) ปวดแผลถอนฟันไม่หาย ทำอย่างไรดี

สรุปบทความ

กระดูกเบ้าฟันอักเสบ หรือ Dry Socket คือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้หลังถอนฟันหรือผ่าฟันคุด โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่ลิ่มเลือดในแผลหลุดออกก่อนเวลาอันควร สังเกตได้จากอาการปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึง 4 ร่วมกับกลิ่นปากและรสชาติผิดปกติในช่องปาก หากสงสัยว่ากำลังมีอาการดังกล่าว ควรบรรเทาอาการเบื้องต้นด้วยความระมัดระวัง และรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการดูแลที่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด

หากต้องการนัดหมายจองคิว หรือปรึกษาเรื่องอาการปวดแผลหลังถอนฟัน สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระดูกเบ้าฟันอักเสบ

กระดูกเบ้าฟันอักเสบกี่วันหาย?

โดยทั่วไปหากได้รับการดูแลจากทันตแพทย์อย่างเหมาะสม อาการปวดมักเริ่มทุเลาลงภายในประมาณ 3 ถึง 5 วันหลังเริ่มการรักษา และแผลจะค่อย ๆ สมานตัวสมบูรณ์ภายในเวลาประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ระยะเวลาที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการดูแลตัวเองระหว่างนั้น

หากเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบสามารถซื้อยามาใส่แผลเองได้ไหม?

ไม่แนะนำให้ซื้อยามาใส่แผลด้วยตัวเอง เนื่องจากการรักษาภาวะนี้จำเป็นต้องทำความสะอาดเบ้าฟันอย่างถูกวิธีก่อนใส่วัสดุที่เหมาะสมลงไป หากใส่ยาหรือวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานลงในแผลเอง อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มเติมหรือทำให้อาการแย่ลงได้ ควรให้ทันตแพทย์เป็นผู้ประเมินและดูแลแผลโดยตรงจะปลอดภัยกว่า

ภาวะ Dry Socket สามารถเกิดขึ้นได้กับฟันทุกตำแหน่งใช่ไหม?

ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับการถอนฟันทุกตำแหน่ง แต่พบได้บ่อยเป็นพิเศษในฟันกรามซี่ในสุดของขากรรไกรล่าง โดยเฉพาะกรณีผ่าฟันคุด เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวมีความซับซ้อนของการทำหัตถการมากกว่า และเป็นบริเวณที่ดูแลความสะอาดหลังทำหัตถการได้ยากกว่าตำแหน่งอื่นในช่องปาก

คู่มือแปรงซอกฟัน

เคยสงสัยไหมว่าทำไมแปรงฟันทุกวันแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าปากไม่สะอาดเท่าที่ควร นั่นอาจเป็นเพราะขนแปรงสีฟันทั่วไปมักเข้าไม่ถึงพื้นที่แคบระหว่างซี่ฟัน ซึ่งเป็นจุดที่เศษอาหารและคราบแบคทีเรียสะสมได้ง่ายที่สุด หากปล่อยไว้นานโดยไม่ทำความสะอาดอย่างทั่วถึง ก็อาจนำไปสู่ปัญหาเหงือกอักเสบหรือกลิ่นปากตามมาได้

ในบทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาไปทำความรู้จักกับ “แปรงซอกฟัน” อุปกรณ์เสริมขนาดเล็กที่ช่วยเก็บความสะอาดในจุดที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง ตั้งแต่วิธีเลือกขนาดให้เหมาะกับช่องว่างระหว่างซี่ฟัน วิธีใช้งานที่ถูกต้อง ไปจนถึงข้อควรระวังที่ควรรู้ไว้ก่อนเริ่มใช้ เพื่อให้การดูแลช่องปากด้วยตัวเองที่บ้านควบคู่กับการไปตรวจที่คลินิกทำฟันเป็นประจำ ช่วยเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทำความรู้จักแปรงซอกฟัน อุปกรณ์จิ๋วเพื่อความสะอาดช่องปากอย่างทั่วถึง

แปรงซอกฟัน (Interdental Brush) คืออุปกรณ์ทำความสะอาดช่องปากขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นขนแปรงไนลอนละเอียดพันรอบแกนลวดบาง ปลายด้ามจับกระชับมือ ออกแบบมาให้สอดเข้าไปทำความสะอาดในช่องว่างระหว่างซี่ฟันได้โดยเฉพาะ ต่างจากไหมขัดฟันที่เป็นเส้นแบนบางและแปรงสีฟันทั่วไปที่ทำความสะอาดได้เฉพาะผิวด้านนอกและด้านในของฟัน

ช่องว่างระหว่างซี่ฟันเป็นจุดที่คราบพลัคและเศษอาหารสะสมได้ง่าย เนื่องจากเป็นมุมอับที่ขนแปรงสีฟันทั่วไปแทรกเข้าไปได้ไม่ลึกพอ หากปล่อยให้คราบพลัคสะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจแข็งตัวกลายเป็นหินปูนหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อฟันผุบริเวณซอกฟันได้ การใช้แปรงซอกฟันร่วมกับการแปรงฟันตามปกติ จึงช่วยให้ดูแลความสะอาดช่องปากได้ครอบคลุมมากขึ้น

กลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้แปรงซอกฟันในการดูแลฟันเป็นพิเศษ

แม้แปรงซอกฟันจะเป็นประโยชน์กับคนทั่วไป แต่ก็มีบางกลุ่มที่ทันตแพทย์มักแนะนำให้ใช้เป็นประจำ เนื่องจากมีลักษณะช่องปากหรือประวัติการรักษาที่ทำให้ต้องดูแลซอกฟันอย่างละเอียดเป็นพิเศษ โดยกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญกับแปรงซอกฟันเป็นพิเศษ มีดังนี้

  • ผู้ที่กำลังจัดฟันด้วยเครื่องมือโลหะ เนื่องจากลวดและแบร็กเกตเป็นอุปสรรคต่อการสอดไหมขัดฟันตามปกติ แปรงซอกฟันจึงช่วยแทรกทำความสะอาดรอบลวดได้สะดวกกว่า
  • ผู้ที่มีฟันห่างหรือมีภาวะเหงือกร่น ทำให้ช่องว่างระหว่างซี่ฟันกว้างกว่าปกติ จนไหมขัดฟันเพียงอย่างเดียวอาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง
  • ผู้ที่เพิ่งรักษารากฟัน หรือใส่ครอบฟันและสะพานฟัน ซึ่งต้องดูแลรอยต่อของวัสดุบูรณะฟันอย่างพิถีพิถัน เพื่อป้องกันการสะสมของเศษอาหารบริเวณขอบวัสดุ
  • ผู้ที่มีรากฟันเทียม เพราะการทำความสะอาดรอบชิ้นงานอย่างสม่ำเสมอ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการอักเสบของเหงือกรอบรากฟันเทียมในระยะยาว
  • ผู้ที่มีประวัติเหงือกอักเสบหรือโรคปริทันต์ ซึ่งจำเป็นต้องเฝ้าระวังความสะอาดบริเวณซอกฟันอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของทันตแพทย์

วิธีเลือกซื้อแปรงซอกฟันให้ตอบโจทย์และปลอดภัยต่อเหงือก

วิธีเลือกซื้อแปรงซอกฟัน

แปรงซอกฟันในท้องตลาดมีให้เลือกหลายขนาดหลายรูปแบบ จนบางทีก็เลือกไม่ถูกเหมือนกันว่าแบบไหนเหมาะกับเรา แต่การเลือกให้พอดีกับช่องปากของตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าเลือกผิดขนาด นอกจากจะทำความสะอาดได้ไม่เต็มที่แล้ว บางกรณียังอาจทำให้เหงือกระคายเคืองได้อีกด้วย 

ลองมาดูหลักในการพิจารณาเลือกซื้อกันดังนี้

พิจารณาขนาดของหัวแปรงให้พอดีกับช่องว่างระหว่างซี่ฟัน

แปรงซอกฟันมักแบ่งขนาดตามเส้นผ่านศูนย์กลางของหัวแปรง ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดเล็กมากไปจนถึงขนาดใหญ่ เพื่อให้เหมาะกับช่องว่างระหว่างฟันที่แตกต่างกันในแต่ละคน และในแต่ละตำแหน่งของช่องปากก็อาจต้องใช้ขนาดที่ไม่เท่ากันด้วย

หากเลือกขนาดเล็กเกินไป การทำความสะอาดอาจไม่ทั่วถึง แต่ถ้าเลือกขนาดใหญ่เกินไปจนต้องฝืนสอดเข้าไป ก็อาจเสี่ยงต่อการระคายเคืองเหงือกได้ ทางที่ดีควรให้ทันตแพทย์ช่วยประเมินขนาดที่เหมาะสมในการตรวจฟันแต่ละครั้ง

เลือกลักษณะของขนแปรงและวัสดุแกนกลางที่ได้มาตรฐาน

ควรเลือกแปรงซอกฟันที่มีขนแปรงไนลอนนุ่ม เรียงตัวสม่ำเสมอ ไม่มีขนแปรงหลุดร่วงง่าย และแกนกลางที่ผลิตจากวัสดุที่ได้มาตรฐาน ไม่มีปลายแหลมคมที่อาจบาดเหงือกขณะใช้งาน สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องความคมของแกนลวด ปัจจุบันมีแปรงซอกฟันบางรุ่นที่ใช้แกนกลางเคลือบพลาสติกเพื่อความนุ่มนวลมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่น่าพิจารณา

เปิดขั้นตอนการใช้แปรงซอกฟันอย่างถูกวิธีเพื่อปากสะอาดหมดจด

การใช้แปรงซอกฟันให้ถูกวิธีไม่ใช่เรื่องยาก แค่ทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ก็ช่วยให้ทำความสะอาดซอกฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไปสร้างความระคายเคืองให้เหงือกโดยไม่จำเป็น

ลองมาดูขั้นตอนที่แนะนำกันดังนี้

  1. เลือกแปรงซอกฟันขนาดที่เหมาะกับช่องว่างระหว่างซี่ฟันในแต่ละตำแหน่ง เนื่องจากบางคนอาจต้องใช้มากกว่าหนึ่งขนาดในช่องปากเดียวกัน
  2. สอดหัวแปรงเข้าไปในช่องว่างระหว่างซี่ฟันอย่างนุ่มนวล ทำมุมให้ขนแปรงสัมผัสกับผิวฟันทั้งสองด้าน
  3. ขยับแปรงเข้าออกเบา ๆ ในแนวตรง 2 ถึง 3 ครั้งต่อซี่ โดยไม่ต้องออกแรงกด เพื่อไม่ให้เหงือกบอบช้ำ
  4. ทำความสะอาดให้ครบทุกซอกฟัน โดยเฉพาะบริเวณฟันกรามด้านในที่มักถูกมองข้าม
  5. ล้างแปรงซอกฟันด้วยน้ำสะอาดหลังใช้งานทุกครั้ง และผึ่งให้แห้งสนิทก่อนเก็บ เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียบนขนแปรง

ไขข้อข้องใจ แปรงซอกฟัน VS ไหมขัดฟัน ต่างกันอย่างไร แบบไหนดีกว่า

หลายคนสงสัยว่าระหว่างแปรงซอกฟันกับไหมขัดฟัน ควรเลือกใช้แบบไหนดี ความจริงแล้วอุปกรณ์ทั้งสองชนิดมีจุดเด่นต่างกัน และเหมาะกับลักษณะช่องปากที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบใดดีกว่าแบบใด

ปัจจัยแปรงซอกฟันไหมขัดฟัน
ลักษณะช่องว่างที่เหมาะสมช่องว่างระหว่างฟันกว้างปานกลางถึงกว้างมาก เช่น ผู้ที่มีฟันห่างหรือเหงือกร่นช่องว่างระหว่างฟันแคบและจุดสัมผัสฟันที่ชิดกัน
การใช้งานร่วมกับเครื่องมือจัดฟันสอดทำความสะอาดรอบลวดและแบร็กเกตได้สะดวกสอดเข้าใต้ลวดจัดฟันได้ยากกว่าหากไม่มีตัวช่วยร้อยไหม
ความถนัดในการใช้งานจับถนัดมือ เหมาะกับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้ไหมขัดฟันต้องอาศัยความชำนาญในการพันเส้นไหมและควบคุมแรงกด

จะเห็นได้ว่าทั้งสองอุปกรณ์ต่างมีบทบาทของตัวเอง ในบางกรณีทันตแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ควบคู่กัน เช่น ใช้ไหมขัดฟันในจุดที่ฟันเรียงชิดกัน และใช้แปรงซอกฟันในจุดที่ช่องว่างระหว่างฟันกว้างกว่าปกติ เพื่อให้ทำความสะอาดได้ครอบคลุมทุกซอกทุกมุม

ข้อควรระวังในการใช้งานแปรงซอกฟันเพื่อป้องกันแนวเหงือกร่น

ข้อควรระวังในการใช้งานแปรงซอกฟัน

แปรงซอกฟันช่วยเพิ่มความสะอาดให้ช่องปากได้ดีก็จริง แต่ถ้าใช้งานไม่ถูกวิธี ก็อาจย้อนกลับมาส่งผลเสียต่อเหงือกได้เหมือนกัน ก่อนเริ่มใช้งานจึงอยากชวนดูข้อควรระวังเหล่านี้ไว้ก่อน

  • หลีกเลี่ยงการเลือกขนาดที่ใหญ่เกินช่องว่างระหว่างฟัน เพราะการฝืนสอดแปรงเข้าไปซ้ำ ๆ อาจทำให้เหงือกบริเวณนั้นเสียดสีจนแนวเหงือกร่นลงเรื่อย ๆ ในระยะยาว
  • ไม่ควรออกแรงกดหรือถูแรงเกินไป ควรขยับแปรงเข้าออกอย่างนุ่มนวลแทนการใช้แรงฝืน โดยเฉพาะบริเวณที่เหงือกอักเสบอยู่แล้ว
  • ระมัดระวังบริเวณรอยต่อวัสดุอุดฟัน เพราะการใช้แปรงซอกฟันเสียดสีขอบวัสดุอุดฟันบ่อยครั้งอาจทำให้วัสดุหลุดล่อนก่อนเวลา และต้องอุดฟันซ้ำเร็วกว่าที่ควร
  • ควรเปลี่ยนแปรงซอกฟันทันทีเมื่อขนแปรงเริ่มบาน หรือแกนลวดงอผิดรูป เพราะแปรงที่เสื่อมสภาพอาจทำความสะอาดได้ไม่มีประสิทธิภาพและเสี่ยงบาดเหงือกได้ง่ายขึ้น
  • หากมีเลือดออกต่อเนื่องหลายวัน หรือรู้สึกเจ็บผิดปกติขณะใช้งาน ควรหยุดใช้ชั่วคราวและปรึกษาทันตแพทย์เพื่อตรวจดูขนาดและวิธีใช้ให้เหมาะสมอีกครั้ง

ทันตแพทย์จาก TEETH TALK DENTAL CLINIC แนะนำเพิ่มเติมว่า “ในช่วงแรกที่เริ่มใช้แปรงซอกฟัน ควรเริ่มจากขนาดที่เล็กกว่าที่คิดไว้เล็กน้อยก่อน แล้วค่อยปรับขนาดตามความเหมาะสมเมื่อเหงือกเริ่มคุ้นเคยกับการใช้งาน เพราะเหงือกที่ยังไม่เคยสัมผัสแปรงซอกฟันมาก่อนอาจไวต่อการระคายเคืองมากกว่าปกติในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรก และหากมีข้อสงสัยเรื่องขนาดหรือวิธีใช้ที่เหมาะกับช่องปากของตัวเอง การปรึกษาทันตแพทย์ในทุกครั้งที่มาตรวจฟันก็ช่วยให้มั่นใจในการดูแลตัวเองต่อไปได้มากขึ้น”

ดูแลความสะอาดช่องปากและเคลียร์ปัญหาฟันอย่างตรงจุดที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกแปรงซอกฟันขนาดไหน หรือสงสัยว่าช่องว่างระหว่างฟันของตัวเองเหมาะกับอุปกรณ์ทำความสะอาดแบบใด ลองแวะมาพูดคุยกับทีมทันตแพทย์ของ TEETH TALK DENTAL CLINIC ดูได้ เพราะทีมงานที่นี่คุ้นเคยกับการตรวจประเมินช่องว่างระหว่างซี่ฟันและแนวเหงือก ก่อนช่วยแนะนำขนาดแปรงซอกฟัน และวิธีใช้งานที่เหมาะกับแต่ละบุคคล พร้อมใช้เครื่องมือตรวจช่องปากมาตรฐาน ISO9001:2015 ในการตรวจหาคราบพลัคและหินปูนสะสมบริเวณซอกฟันที่มองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่า

นอกจากนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC ยังให้ความสำคัญกับการพูดคุย และสอนวิธีใช้แปรงซอกฟันอย่างเป็นขั้นตอน เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้อุปกรณ์นี้เป็นครั้งแรก และด้วยจำนวน 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางแสน (ม.บูรพา) หากสะดวกก็แวะมานัดตรวจสุขภาพเหงือก และรับคำแนะนำเลือกขนาดแปรงซอกฟันที่เหมาะกับตัวเองได้ใกล้บ้าน อีกทั้งยังใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียว (เช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน)

รับสิทธิ์พิเศษและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาฟรี!

  • เปิดคู่มือใช้แปรงซอกฟัน เลือกขนาดอย่างไรและใช้แบบไหนให้เหงือกไม่พัง
  • เปิดคู่มือใช้แปรงซอกฟัน เลือกขนาดอย่างไรและใช้แบบไหนให้เหงือกไม่พัง

สรุปบทความ

แปรงซอกฟันเป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยทำความสะอาดช่องว่างระหว่างซี่ฟันในจุดที่แปรงสีฟันทั่วไปเข้าไม่ถึง โดยควรเลือกขนาดให้พอดีกับช่องว่างระหว่างฟันของตัวเอง ใช้งานอย่างนุ่มนวล และหมั่นเปลี่ยนเมื่อขนแปรงเริ่มเสื่อมสภาพ เพื่อป้องกันปัญหาเหงือกอักเสบและแนวเหงือกร่นในระยะยาว หากไม่แน่ใจว่าควรเลือกขนาดใดหรือใช้งานถูกวิธีหรือไม่ การปรึกษาทันตแพทย์เป็นวิธีที่ช่วยให้มั่นใจได้มากขึ้น

หากต้องการนัดหมายจองคิว หรือปรึกษาเรื่องการเลือกใช้แปรงซอกฟัน สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแปรงซอกฟัน

แปรงซอกฟันสามารถใช้ทดแทนไหมขัดฟันได้เลยไหม?

ไม่แนะนำให้ใช้ทดแทนกันโดยสมบูรณ์ เนื่องจากอุปกรณ์ทั้งสองเหมาะกับลักษณะช่องว่างระหว่างฟันที่ต่างกัน หากช่องว่างระหว่างฟันแคบและฟันเรียงชิดกัน ไหมขัดฟันมักทำความสะอาดได้ทั่วถึงกว่า แต่หากช่องว่างกว้างกว่าปกติ แปรงซอกฟันจะทำความสะอาดได้สะดวกกว่า ในหลายกรณีทันตแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันตามตำแหน่งของฟันแต่ละซี่

ใช้แปรงซอกฟันแล้วมีเลือดออกในครั้งแรกเป็นอันตรายไหม?

หากเป็นการใช้งานในช่วงแรก ๆ และมีเลือดออกเพียงเล็กน้อย อาจเกิดจากเหงือกที่ยังไม่คุ้นเคยกับการสอดแปรงเข้าไปทำความสะอาด หรือมีการอักเสบสะสมอยู่ก่อนแล้วจากคราบพลัคที่ไม่เคยถูกกำจัดออก ซึ่งมักดีขึ้นได้เมื่อใช้งานอย่างถูกวิธีต่อเนื่องไม่กี่วัน แต่หากเลือดออกต่อเนื่องนานเกิน 1 สัปดาห์หรือมีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินเพิ่มเติม

แปรงซอกฟันหนึ่งอันมีอายุการใช้งานนานแค่ไหนและควรเปลี่ยนตอนไหน?

โดยทั่วไปหากใช้งานเป็นประจำทุกวัน ควรเปลี่ยนแปรงซอกฟันทุกประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาที่แท้จริงขึ้นอยู่กับสภาพของขนแปรงและแกนลวดเป็นหลัก หากสังเกตเห็นว่าขนแปรงเริ่มบานออก แกนลวดงอผิดรูป หรือใช้งานแล้วรู้สึกฝืดกว่าเดิม ควรเปลี่ยนแปรงอันใหม่ทันที แม้จะยังใช้งานมาไม่ถึงกำหนดเวลาก็ตาม เพื่อให้การทำความสะอาดยังคงมีประสิทธิภาพ

ลิ้นเป็นฝ้าขาวทำไงดี

หลายคนอาจเคยส่องกระจกแล้วสังเกตเห็นว่าลิ้นของตัวเองมีฝ้าขาวเคลือบอยู่ทั่วผิว โดยเฉพาะช่วงเช้าหลังตื่นนอน จนอดสงสัยไม่ได้ว่าลิ้นเป็นฝ้าขาวแบบนี้เกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปากมากน้อยแค่ไหน และเป็นสัญญาณของปัญหาที่ต้องดูแลจริงจังหรือไม่

ความจริงแล้วลิ้นเป็นส่วนหนึ่งของช่องปากที่สัมพันธ์กับสุขภาพฟัน และเหงือกโดยตรง เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย และเศษอาหารได้ไม่ต่างจากซอกฟัน หากดูแลไม่ทั่วถึงก็อาจส่งผลต่อกลิ่นปากและความสะอาดของช่องปากโดยรวมได้

ในบทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC ชวนมาทำความรู้จักอาการลิ้นเป็นฝ้าขาวให้มากขึ้น ตั้งแต่สาเหตุที่พบบ่อย อาการร่วมที่ควรสังเกต ไปจนถึงวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น เพื่อให้เข้าใจปัญหานี้ได้ชัดเจนขึ้น สามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้อย่างเหมาะสม

อาการลิ้นเป็นฝ้าขาวคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร

ฝ้าขาวบนลิ้น (Tongue Coating) คือคราบสีขาว หรือขาวอมเหลืองที่เคลือบอยู่บนผิวลิ้น เกิดจากการสะสมตัวของเซลล์ผิวลิ้นที่หลุดลอก เศษอาหาร แบคทีเรีย และน้ำลายที่เกาะตัวกันอยู่บริเวณปุ่มรับรสเล็ก ๆ บนผิวลิ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำทำให้คราบเหล่านี้เกาะติดได้ง่ายกว่าผิวเรียบส่วนอื่นในช่องปาก

โดยทั่วไปฝ้าขาวบนลิ้นในปริมาณเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในคนทั่วไป แต่หากฝ้าขาวหนาขึ้น มีปริมาณมาก หรือเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานานร่วมกับอาการอื่น เช่น กลิ่นปากหรือความรู้สึกระคายเคือง ก็อาจเป็นสัญญาณว่าสุขอนามัยในช่องปาก หรือพฤติกรรมบางอย่างกำลังส่งผลกระทบต่อความสมดุลของแบคทีเรียในช่องปากอยู่

สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ลิ้นเป็นฝ้าขาว และมีกลิ่นปาก

อาการลิ้นเป็นฝ้าขาวส่วนใหญ่มักมีจุดเริ่มต้นมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมากกว่าปัญหาสุขภาพร้ายแรง โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย มีดังนี้

สุขอนามัยในช่องปากไม่ดีและภาวะปากแห้งขาดน้ำ

การแปรงฟันไม่ทั่วถึง หรือไม่ได้ทำความสะอาดลิ้นเป็นประจำ ทำให้เศษอาหาร และแบคทีเรียสะสมอยู่บนผิวลิ้นสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นฝ้าขาวหนา 

นอกจากนี้ภาวะปากแห้งจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ การหายใจทางปากขณะนอนหลับ หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ก็ทำให้น้ำลายซึ่งมีหน้าที่ช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียในช่องปากลดลง ส่งผลให้เชื้อสะสมบนผิวลิ้นได้ง่ายขึ้นเช่นกัน หากปล่อยให้สุขอนามัยช่องปากบกพร่องต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อฟันผุตามมาได้ด้วย

พฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ประจำ

การสูบบุหรี่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวลิ้น และเยื่อบุช่องปาก อีกทั้งสารในควันบุหรี่ยังกระตุ้นให้เซลล์ผิวลิ้นหลุดลอกและสะสมตัวเป็นฝ้าขาวได้ง่ายขึ้น ในขณะที่การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็มีฤทธิ์ทำให้ช่องปากแห้ง และลดปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่เอื้อต่อการสะสมของแบคทีเรียบนผิวลิ้นเช่นเดียวกัน

สัญญาณเตือนโรคที่อาจซ่อนอยู่ภายใต้ภาวะลิ้นเป็นฝ้าขาว

สัญญาณเตือนโรคที่ทำให้เกิดภาวะลิ้นเป็นฝ้าขาว

นอกจากสาเหตุจากพฤติกรรมประจำวันแล้ว ในบางกรณีฝ้าขาวบนลิ้นที่มีลักษณะผิดปกติ เกิดขึ้นต่อเนื่องนาน หรือไม่ดีขึ้นแม้ดูแลความสะอาดช่องปากแล้ว ก็อาจเป็นสัญญาณของภาวะอื่นที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากทันตแพทย์เพิ่มเติม 

ทั้งนี้ข้อมูลด้านล่างเป็นเพียงความรู้ทั่วไปเพื่อให้เข้าใจภาพรวมเท่านั้น ไม่ควรนำไปใช้วินิจฉัยอาการของตนเอง และควรให้ทันตแพทย์เป็นผู้ประเมินอาการจริงเสมอ โดยภาวะที่อาจเกี่ยวข้องได้ มีดังนี้

โรคเชื้อราในช่องปากและโรคลิ้นลายแผนที่

โรคเชื้อราในช่องปาก (Oral Candidiasis) เป็นภาวะที่เชื้อราแคนดิดาเจริญเติบโตมากผิดปกติในช่องปาก มักพบฝ้าขาวหรือขาวครีมเป็นปื้นบนลิ้นและกระพุ้งแก้ม ซึ่งพบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง 

ส่วนโรคลิ้นลายแผนที่ (Geographic Tongue) เป็นภาวะที่ผิวลิ้นมีลักษณะเป็นวงหรือปื้นคล้ายแผนที่สลับกับบริเวณผิวลิ้นปกติ ซึ่งมักไม่เป็นอันตรายแต่ควรได้รับการตรวจเพื่อแยกจากภาวะอื่นให้แน่ใจ

โรคฝ้าขาวและโรคไลเคนพลานัสในช่องปาก

โรคฝ้าขาว (Leukoplakia) คือภาวะที่มีปื้นขาวหนาเกาะติดแน่นบนผิวลิ้นหรือเยื่อบุช่องปากซึ่งไม่สามารถขูดออกได้ง่ายเหมือนฝ้าขาวทั่วไป มักสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่หรือการระคายเคืองเรื้อรัง ส่วนโรคไลเคนพลานัสในช่องปาก (Oral Lichen Planus) เป็นภาวะอักเสบเรื้อรังที่ทำให้เกิดลายเส้นสีขาวหรือปื้นขาวในช่องปาก

ทั้งสองภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจและติดตามอาการโดยทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากบางกรณีอาจต้องเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในระยะยาว

ภาวะที่พบได้น้อยแต่ควรทราบ เช่น การติดเชื้อซิฟิลิสในช่องปาก หรือความเสี่ยงมะเร็งช่องปาก

ในบางกรณีที่พบได้ไม่บ่อยนัก ฝ้าขาว หรือปื้นขาวที่ผิดปกติบนลิ้นอาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่ต้องการการดูแลเฉพาะทางมากขึ้น เช่น การติดเชื้อซิฟิลิสในช่องปาก ซึ่งอาจแสดงอาการเป็นแผล หรือปื้นขาวในระยะหนึ่งของโรค หรือปื้นขาวเรื้อรังบางลักษณะที่แพทย์อาจต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อเนื้อเยื่อในช่องปาก 

ทั้งนี้ภาวะเหล่านี้พบได้น้อยเมื่อเทียบกับสาเหตุทั่วไปอย่างสุขอนามัยช่องปาก หรือภาวะปากแห้ง จึงไม่ควรตื่นตระหนกไปก่อน แต่หากสังเกตเห็นปื้นขาวที่มีลักษณะผิดปกติ ไม่หายไปนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีอาการร่วมอื่นที่น่ากังวล ควรเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและวางแผนดูแลได้ทันท่วงที

เช็กอาการร่วมที่มักพบได้บ่อยเมื่อลิ้นเป็นฝ้าขาว

นอกจากคราบขาวที่มองเห็นได้ชัดบนผิวลิ้นแล้ว อาการลิ้นเป็นฝ้าขาวมักมาพร้อมกับอาการร่วมอื่นที่ช่วยบ่งชี้ว่าควรดูแลตัวเองเพิ่มเติม หรือควรพบทันตแพทย์ โดยอาการร่วมที่พบได้บ่อย มีดังนี้

สีของลิ้นเปลี่ยนไปและต่อมรับรสบวมอักเสบ

บางคนอาจสังเกตเห็นว่าสีลิ้นเปลี่ยนไปจากสีชมพูปกติ เช่น มีสีแดงเข้มบริเวณขอบลิ้นที่ปราศจากฝ้าขาว หรือปุ่มรับรสบนผิวลิ้นบวมแดงและรู้สึกระคายเคืองเวลาสัมผัส ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับการระคายเคืองเรื้อรังหรือการติดเชื้อในช่องปาก ควรสังเกตอาการต่อเนื่องและปรึกษาทันตแพทย์หากไม่ดีขึ้น

ลมหายใจมีกลิ่นไม่พึงประสงค์

เมื่อแบคทีเรียสะสมอยู่บนผิวลิ้นเป็นจำนวนมาก มักส่งผลให้เกิดลมหายใจมีกลิ่นตามมา เนื่องจากแบคทีเรียเหล่านี้ย่อยสลายเศษอาหาร และสร้างสารประกอบกำมะถันที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ในช่องปาก การทำความสะอาดลิ้นอย่างสม่ำเสมอจึงมีส่วนช่วยลดปัญหานี้ได้ในหลายกรณี

ความรู้สึกเจ็บแสบหรือระคายเคืองขณะกินอาหาร

บางรายอาจรู้สึกแสบร้อนหรือระคายเคืองบนผิวลิ้นเวลารับประทานอาหารรสจัด อาหารร้อน หรืออาหารที่มีความเป็นกรดสูง ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบของผิวลิ้นที่สัมพันธ์กับฝ้าขาวสะสม หากอาการนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

แนวทางการรักษาลิ้นเป็นฝ้าขาวอย่างถูกวิธีตามอาการ

แนวทางการรักษาลิ้นเป็นฝ้าขาว

การรักษาอาการลิ้นเป็นฝ้าขาวจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งแนวทางที่พบได้บ่อย มีดังนี้

การใช้ยาต้านเชื้อรา และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง

หากตรวจพบว่าฝ้าขาวเกิดจากเชื้อราในช่องปาก ทันตแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านเชื้อราในรูปแบบที่เหมาะสม ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น การงดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้อาการดีขึ้นและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

การรักษาเพิ่มเติมในเคสที่ทันตแพทย์พิจารณาว่าจำเป็น

ในกรณีที่ตรวจพบปื้นขาวลักษณะผิดปกติ หรือมีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทันตแพทย์อาจแนะนำการตรวจเพิ่มเติมหรือส่งต่อไปยังแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินอย่างละเอียดยิ่งขึ้น ทั้งนี้แนวทางการดูแลในแต่ละเคสจะขึ้นอยู่กับผลตรวจและดุลยพินิจของทันตแพทย์ผู้ดูแล ไม่สามารถระบุวิธีรักษาที่ตายตัวได้ล่วงหน้า

เคล็ดลับการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นเป็นฝ้าขาว

การดูแลความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธีเป็นประจำ ช่วยลดโอกาสที่ฝ้าขาวจะสะสมบนผิวลิ้นได้ในระยะยาว โดยวิธีดูแลตัวเองที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน มีดังนี้

การทำความสะอาดช่องปากและการแปรงลิ้นอย่างถูกวิธี

นอกจากการแปรงฟันวันละ 2 ครั้งและใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันแล้ว ควรแปรงลิ้นเบา ๆ ด้วยแปรงสีฟันหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดลิ้นโดยเฉพาะทุกครั้งหลังแปรงฟัน เพื่อขจัดคราบแบคทีเรียและเศษอาหารที่สะสมอยู่บนผิวลิ้น ควรทำอย่างนุ่มนวลจากด้านในออกด้านนอก เพื่อไม่ให้ผิวลิ้นระคายเคือง

ทันตแพทย์ของ TEETH TALK DENTAL CLINIC ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า “การแปรงลิ้นแรงเกินไป หรือถี่เกินความจำเป็นอาจทำให้ผิวลิ้นระคายเคือง หรือเกิดแผลเล็ก ๆ ได้เช่นกัน จึงควรแปรงลิ้นเพียงวันละ 1 ถึง 2 ครั้งด้วยแรงที่พอเหมาะ และหากปรับพฤติกรรมดูแลตัวเองแล้วฝ้าขาวยังไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ควรกลับไปให้ทันตแพทย์ตรวจซ้ำ แทนการเพิ่มความถี่หรือแรงในการแปรงลิ้นด้วยตัวเอง”

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดี

การดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวันช่วยลดภาวะปากแห้งและกระตุ้นการหลั่งน้ำลายตามธรรมชาติ ควรลดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรือของแข็งที่ระคายเคืองผิวลิ้นบ่อยเกินไป และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ เพื่อให้ทันตแพทย์ตรวจดูความผิดปกติของลิ้นและช่องปากได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น 

การตรวจเช็กเป็นประจำยังช่วยให้พบปัญหาอื่นที่อาจซ่อนอยู่ร่วมด้วยได้เร็วขึ้น เช่น หากพบฟันผุในระยะเริ่มต้นก็สามารถวางแผนอุดฟันได้ทันเวลาก่อนลุกลาม

ตรวจสุขภาพช่องปากและดูแลปัญหาลิ้นเป็นฝ้าขาวที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

หากสังเกตว่าลิ้นเป็นฝ้าขาวต่อเนื่อง ดูแลความสะอาดเองแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่เกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปากมากน้อยแค่ไหน คลินิกทำฟัน TEETH TALK DENTAL CLINIC ยินดีตรวจสุขภาพช่องปากให้อย่างละเอียดในทุกจุด ไม่ใช่เพียงแค่ผิวลิ้นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการดูแลสุขภาพฟันโดยรวมไปพร้อมกัน สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพฟันซับซ้อนกว่านั้นร่วมด้วย เช่น ต้องพิจารณารักษารากฟัน หรือทดแทนฟันที่สูญเสียไปด้วยการทำรากฟันเทียม ทันตแพทย์ก็สามารถวางแผนดูแลควบคู่กันไปได้ในคราวเดียว

ที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC ทีมทันตแพทย์ที่ใส่ใจตรวจดูแลช่องปากอย่างละเอียดในทุกจุด ยินดีช่วยตรวจแยกอาการฝ้าขาวบนลิ้นจากสาเหตุทั่วไปและภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง โดยใช้เครื่องมือตรวจช่องปากมาตรฐาน ISO9001:2015 ที่ช่วยให้มองเห็นลักษณะผิวลิ้นและเยื่อบุช่องปากได้ชัดเจนขึ้น ก่อนพูดคุยอธิบายผลตรวจและแนวทางดูแลอย่างเข้าใจง่าย เพื่อลดความกังวลใจสำหรับผู้ที่สังเกตเห็นความผิดปกติในช่องปาก

ด้วยจำนวน 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางแสน (ม.บูรพา) จึงพอช่วยให้การนัดตรวจติดตามอาการลิ้นเป็นฝ้าขาวหรือตรวจสุขภาพช่องปากประจำปีทำได้สะดวกใกล้บ้านมากขึ้น อีกทั้งยังใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียว (เช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน)

รับสิทธิ์พิเศษและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาฟรี!

  • ลิ้นเป็นฝ้าขาวทำไงดี? TEETH TALK ชวนเช็กสาเหตุ พร้อมวิธีเคลียร์ปากสะอาด
  • ลิ้นเป็นฝ้าขาวทำไงดี? TEETH TALK ชวนเช็กสาเหตุ พร้อมวิธีเคลียร์ปากสะอาด

สรุปบทความ

ลิ้นเป็นฝ้าขาวส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นมาจากสุขอนามัยช่องปากที่ไม่ทั่วถึง ภาวะปากแห้ง หรือพฤติกรรมเสี่ยงอย่างการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ด้วยการแปรงฟันและแปรงลิ้นอย่างถูกวิธี ดื่มน้ำให้เพียงพอ และปรับไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสม แต่หากฝ้าขาวมีลักษณะผิดปกติ เกิดขึ้นต่อเนื่องนาน หรือมีอาการร่วมอื่นที่น่ากังวล ควรเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด แทนการวินิจฉัยด้วยตนเอง

หากต้องการนัดหมายจองคิว หรือปรึกษาเรื่องลิ้นเป็นฝ้าขาว สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลิ้นเป็นฝ้าขาว

ลิ้นเป็นฝ้าขาวปล่อยทิ้งไว้นานอันตรายไหม?

ในกรณีทั่วไปที่เกิดจากสุขอนามัยช่องปากหรือภาวะปากแห้ง หากดูแลความสะอาดช่องปากดีขึ้น อาการฝ้าขาวมักดีขึ้นตามไปด้วยและไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ดูแล อาจทำให้เกิดกลิ่นปากเรื้อรังหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบในช่องปาก และในบางกรณีที่ฝ้าขาวมีลักษณะผิดปกติ ก็อาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม จึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปโดยไม่ตรวจกับทันตแพทย์

แปรงลิ้นทุกวันแล้วแต่ทำไมยังมีฝ้าขาวขึ้นอยู่?

หากแปรงลิ้นเป็นประจำแล้วแต่ยังมีฝ้าขาวหนาอยู่เรื่อย ๆ อาจเกิดจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะปากแห้ง การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการหายใจทางปากขณะนอนหลับ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้แบคทีเรียสะสมบนผิวลิ้นได้ง่ายแม้จะดูแลความสะอาดแล้วก็ตาม ในกรณีนี้ควรปรับพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปด้วย และหากยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

ฝ้าขาวบนลิ้นแบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์ทันที?

หากฝ้าขาวบนลิ้นมีลักษณะเป็นปื้นหนาที่ขูดออกไม่หลุด มีสีที่ผิดปกติปะปน เช่น แดงหรือดำ เกิดร่วมกับแผลที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ มีอาการเจ็บแสบรุนแรง หรือมีก้อนบวมร่วมด้วย ควรรีบเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินโดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม

ฟันหักเหลือแต่ตอ

หลายคนที่ฟันหักจนเหลือแต่ตอฟันมักไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อ เพราะแม้จะไม่มีอาการเจ็บปวดชัดเจนในช่วงแรก แต่ตอฟันที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพช่องปากที่ลุกลามได้หากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป

เรื่องตอฟันแบบนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าเก็บไว้ได้ไหมหรือต้องถอนทิ้งอย่างเดียว ในบทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะช่วยไขข้อข้องใจตั้งแต่ความหมาย สาเหตุ อันตรายที่อาจเกิดขึ้น ไปจนถึงแนวทางการรักษาที่ทันตแพทย์นิยมใช้ในปัจจุบัน เพื่อให้คุณดูแลสุขภาพฟันได้อย่างเหมาะสม

ตอฟันคืออะไรและเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

ตอฟัน (Retained Root หรือ Root Stump) คือส่วนของฟันที่หักหรือสึกกร่อนไปจนเกือบหมด เหลือเพียงส่วนรากฟันหรือโครงสร้างฟันบางส่วนฝังอยู่ใต้แนวเหงือก โดยไม่มีตัวฟันส่วนบนที่ใช้บดเคี้ยวอาหารได้ตามปกติหลงเหลืออยู่แล้ว

สาเหตุที่พบบ่อยของฟันหักเหลือแต่ตอมีได้หลายทาง ยกตัวอย่างเช่น 

  • ฟันผุลุกลามจนเนื้อฟันผุกร่อน และแตกหักไปทีละน้อยจนเหลือแต่ตอ 
  • อุบัติเหตุที่ทำให้ฟันกระแทกอย่างรุนแรงจนแตกหักถึงโคนฟัน 
  • ฟันซี่ที่เคยผ่านการรักษารากฟันมาก่อน แต่ไม่ได้ทำครอบฟันปกป้องไว้ ทำให้เนื้อฟันเปราะบางและแตกง่ายขึ้นเมื่อใช้งานไปนาน ๆ 
  • พฤติกรรมกัดของแข็ง หรือนอนกัดฟันต่อเนื่องจนโครงสร้างฟันอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนแตกหักในที่สุด 

ทั้งนี้หากตรวจพบฟันผุตั้งแต่ระยะแรกและเข้ารับการอุดฟันทันเวลา ก็มีส่วนช่วยลดโอกาสที่ฟันจะผุลุกลามจนแตกหักกลายเป็นตอฟันในภายหลังได้

อันตรายจากการปล่อยฟันหักเหลือแต่ตอทิ้งไว้ในช่องปาก

ถ้าปล่อยตอฟันทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้หลายด้าน เพราะตอฟันที่มีพื้นผิวขรุขระมักเป็นจุดที่เศษอาหารและคราบแบคทีเรียสะสมได้ง่ายกว่าฟันปกติ จนเกิดกลิ่นปากและเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบของเหงือกบริเวณโดยรอบตามมาได้

นอกจากนี้ หากมีการติดเชื้อหลงเหลืออยู่ภายในโพรงประสาทฟันหรือปลายรากฟัน เชื้ออาจลุกลามจนกลายเป็นถุงหนองบริเวณปลายราก ทำให้เกิดอาการปวดบวมเรื้อรังเป็นครั้งคราว และในบางเคสอาจลุกลามไปกระทบต่อกระดูกขากรรไกรหรือฟันซี่ข้างเคียงได้ หากปล่อยไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการตรวจจากทันตแพทย์

ฟันหักเหลือแต่ตอควรเก็บรักษาไว้หรือควรตัดสินใจถอนออก

ฟันหักเหลือแต่ตอควรเก็บรักษาหรือถอนออก

การตัดสินใจว่า จะเก็บรักษาตอฟันไว้ หรือควรถอนออกนั้น ทันตแพทย์จะพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความแข็งแรงของโครงสร้างรากฟันที่เหลืออยู่ ระดับการติดเชื้อ และปริมาณเนื้อฟันที่สามารถใช้เป็นฐานรองรับการบูรณะได้ โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้

1. กรณีที่โครงสร้างรากฟันยังแข็งแรงและสามารถเก็บรักษาไว้ได้

หากตรวจพบว่า รากฟันยังฝังแน่นอยู่ในกระดูกขากรรไกรโดยไม่มีการติดเชื้อลุกลามรุนแรง และยังมีเนื้อฟันหลงเหลือมากพอที่จะใช้เป็นฐานรองรับการบูรณะ ทันตแพทย์อาจพิจารณาเก็บรากฟันไว้ แล้ววางแผนรักษารากฟันร่วมกับการปักเดือยฟันและทำครอบฟัน เพื่อฟื้นฟูให้ฟันซี่นั้นกลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติ

2. กรณีที่ตัวฟันเสียหายหนักจนต้องตัดสินใจถอนออกไป

ในกรณีที่รากฟันแตกหักลึกจนต่ำกว่าแนวกระดูกขากรรไกร มีการติดเชื้อลุกลามรุนแรง หรือเนื้อฟันที่เหลือไม่เพียงพอต่อการบูรณะ ทันตแพทย์อาจแนะนำให้ถอนตอฟันออก เพื่อป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามไปยังฟันซี่ข้างเคียงหรือกระดูกขากรรไกร ก่อนวางแผนทดแทนช่องว่างด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป

แนวทางการรักษาตอฟันอย่างถูกต้องโดยทันตแพทย์

แนวทางการรักษาตอฟัน

เมื่อทันตแพทย์ประเมินและตัดสินใจแนวทางการรักษาแล้ว ขั้นตอนที่มักพบได้บ่อยมีดังนี้

การรักษารากฟัน ร่วมกับการปักเดือยฟัน และทำครอบฟัน

สำหรับเคสที่สามารถเก็บรากฟันไว้ได้ ทันตแพทย์จะเริ่มจากรักษารากฟันเพื่อกำจัดเชื้อ และเนื้อเยื่อที่อักเสบภายในโพรงประสาทฟันออกให้หมด จากนั้นจึงปักเดือยฟัน (Post) ลงในคลองรากฟัน เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างที่เหลืออยู่ ก่อนจะทำครอบฟันครอบทับ เพื่อฟื้นฟูรูปทรง และให้ฟันซี่นั้นกลับมาใช้บดเคี้ยวได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง

การถอนฟัน และทดแทนด้วยการทำรากฟันเทียม หรือฟันปลอม

ในกรณีที่ตอฟันเสียหายมากเกินกว่าจะเก็บรักษาไว้ได้ ทันตแพทย์จะแนะนำให้ถอนออก แล้ววางแผนทดแทนช่องว่างที่เกิดขึ้น ซึ่งมีให้เลือกหลายวิธีตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล หนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมคือการทำรากฟันเทียม ซึ่งเป็นการฝังรากเทียมลงในกระดูกขากรรไกรแทนตำแหน่งรากฟันเดิม ก่อนใส่ครอบฟันด้านบน นอกจากนี้ยังสามารถพิจารณาทำฟันปลอมชนิดต่าง ๆ ทดแทนได้เช่นกัน ทั้งนี้ทันตแพทย์จะแนะนำวิธีที่เหมาะสมกับสภาพช่องปาก และความต้องการของแต่ละคนเป็นรายกรณีไป

วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังเข้ารับการถอนตอฟัน

หลังเข้ารับการถอนตอฟัน ควรดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเพื่อให้แผลหายเป็นปกติและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน โดยข้อควรปฏิบัติมีดังนี้

  • กัดผ้าก๊อซบริเวณแผลถอนฟันไว้ตามระยะเวลาที่ทันตแพทย์แนะนำ เพื่อช่วยให้เลือดหยุดไหลและลิ่มเลือดก่อตัวได้ดี
  • ประคบเย็นบริเวณแก้มใกล้ตำแหน่งที่ถอนฟันในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบวม
  • งดบ้วนปากแรง ๆ งดดูดหลอด และงดสูบบุหรี่ในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรก เพราะอาจทำให้ลิ่มเลือดหลุดและแผลหายช้าลง
  • รับประทานอาหารอ่อนและเคี้ยวด้วยฟันฝั่งตรงข้ามกับตำแหน่งแผลในช่วงแรก
  • แปรงฟันตามปกติแต่หลีกเลี่ยงการแปรงบริเวณแผลโดยตรงในช่วงแรก และบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ เบา ๆ หลังผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมง
  • หากมีเลือดไหลไม่หยุด ปวดบวมมากขึ้น หรือมีไข้ ควรรีบติดต่อคลินิกเพื่อนัดหมายตรวจซ้ำโดยเร็ว

ทันตแพทย์ของ TEETH TALK DENTAL CLINIC แนะนำเพิ่มเติมว่า “ในช่วงสัปดาห์แรกหลังถอนตอฟันควรสังเกตอาการของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ หากรู้สึกว่า อาการปวดบวมไม่ทุเลาลงตามเวลาที่ควรจะเป็น หรือมีกลิ่นแปลกปลอมจากแผล ไม่ควรปล่อยไว้นาน หรือซื้อยามารับประทานเอง ควรกลับไปให้ทันตแพทย์ตรวจซ้ำ เพราะแผลของแต่ละคนมีความแตกต่างกันตามสภาพร่างกายและวิธีดูแลตัวเอง”

รักษาปัญหาฟันหักเหลือแต่ตออย่างปลอดภัยที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

หากกำลังกังวลกับฟันหักเหลือแต่ตอ ไม่แน่ใจว่า ควรเก็บรักษาไว้ หรือควรถอนออก คลินิกทำฟัน TEETH TALK DENTAL CLINIC พร้อมตรวจประเมินโครงสร้างฟัน และให้คำแนะนำแนวทางรักษาที่เหมาะกับสภาพฟันของแต่ละคน

ทีมทันตแพทย์ของ TEETH TALK DENTAL CLINIC ที่คุ้นเคยกับการดูแลเคสตอฟันมาอย่างต่อเนื่อง ยินดีตรวจประเมินโครงสร้างรากฟันใต้ตอฟันอย่างละเอียดด้วยภาพเอกซเรย์ ก่อนพูดคุยวางแผนร่วมกันว่า ควรรักษารากฟันเก็บไว้ หรือควรถอนออกให้เหมาะกับแต่ละเคส โดยใช้เครื่องมือถอนฟันและอุปกรณ์รักษารากฟันที่ได้มาตรฐาน ช่วยให้การจัดการตอฟันที่เหลือเพียงเล็กน้อยทำได้แม่นยำ และควบคุมได้ดีขึ้น พร้อมดูแลอย่างนุ่มนวลตลอดขั้นตอน เพื่อลดความกังวลใจสำหรับผู้ที่กลัวการถอนฟัน

นอกจากนี้ยังแจ้งแผนการรักษาและค่าใช้จ่ายของการรักษารากฟัน ถอนฟัน หรือทำรากฟันเทียมทดแทนให้ทราบตั้งแต่ต้น ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง และด้วยสาขาที่ครอบคลุมถึง 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางแสน (ม.บูรพา) จึงพอช่วยให้เดินทางไปนัดติดตามอาการหลังถอนตอฟัน หรือทำเดือยฟันครอบฟันหลายครั้งได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียว (เช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน)

รับสิทธิ์พิเศษและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาฟรี!

  • ฟันหักเหลือแต่ตออย่าปล่อยทิ้งไว้! แนะวิธีรักษาตอฟันให้ยิ้มมั่นใจ
  • ฟันหักเหลือแต่ตออย่าปล่อยทิ้งไว้! แนะวิธีรักษาตอฟันให้ยิ้มมั่นใจ

สรุปบทความ

ตอฟันคือส่วนของฟันที่หักหรือสึกกร่อนไปจนเหลือแต่ราก ซึ่งเกิดได้จากฟันผุลุกลาม อุบัติเหตุ หรือฟันที่เปราะบางจากการใช้งานมานาน หากปล่อยไว้อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและอาการอักเสบที่ลุกลามได้ การเข้ารับการตรวจประเมินโดยทันตแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรรักษารากฟันร่วมกับปักเดือยฟันและครอบฟันเพื่อเก็บรากฟันไว้ หรือควรถอนออกแล้วทดแทนด้วยรากฟันเทียมหรือฟันปลอม ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

หากต้องการนัดหมายจองคิว หรือปรึกษาเรื่องตอฟัน สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตอฟัน

ฟันหักเหลือแต่ตอสามารถหลุดออกเองได้ไหม?

ตอฟันมักไม่หลุดออกเองหากรากฟันยังยึดอยู่ในกระดูกขากรรไกรและเนื้อเยื่อรอบรากยังแข็งแรงดี แม้ตัวฟันด้านบนจะแตกหักไปจนเกือบหมดแล้วก็ตาม แต่หากมีการติดเชื้อลุกลามจนกระดูกรอบรากถูกทำลายไปมาก ตอฟันอาจเริ่มโยกและหลุดได้เองในบางกรณี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ควรปล่อยไว้ ควรรีบพบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินและวางแผนรักษาที่เหมาะสมโดยเร็ว

ฟันหักเหลือแต่ราก ถอนได้ไหม และเจ็บไหมตอนทำ?

ฟันหักเหลือแต่รากสามารถถอนออกได้ โดยทันตแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนเริ่มถอนทุกครั้ง ทำให้ผู้รับบริการส่วนใหญ่รู้สึกสบายระหว่างขั้นตอน อาจรู้สึกถึงแรงกดหรือแรงดึงบ้างแต่ไม่ใช่ความเจ็บปวดรุนแรง หลังยาชาหมดฤทธิ์อาจมีอาการปวดตื้อ ๆ ได้บ้างตามปกติ ซึ่งทันตแพทย์จะแนะนำยาแก้ปวดและวิธีดูแลตัวเองให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

การใส่เดือยฟันและทำครอบฟันตอสามารถอยู่ได้นานกี่ปี?

โดยทั่วไปเดือยฟันและครอบฟันที่ดูแลรักษาอย่างเหมาะสมสามารถใช้งานได้นานหลายปี แต่ระยะเวลาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความแข็งแรงของโครงสร้างฟันที่เหลืออยู่ พฤติกรรมการใช้งาน และการดูแลสุขภาพช่องปากของแต่ละบุคคล การตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมกัดของแข็งจะช่วยให้เดือยฟันและครอบฟันใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ฟันสบเปิดทำไงดี

เคยสังเกตไหมว่า เวลากัดฟันปิดสนิท ฟันหน้าบนและฟันหน้าล่างกลับไม่ชนกัน มีช่องว่างเล็ก ๆ ค้างอยู่ตรงกลาง ทั้งที่ฟันซี่อื่นดูเรียงตัวปกติดี ลักษณะแบบนี้เรียกว่า “ภาวะฟันสบเปิด” ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร และจำเป็นต้องรักษาหรือเปล่า

ในบทความนี้ TEETH TALK DENTAL CLINIC จะพาไปทำความเข้าใจภาวะฟันสบเปิดให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ความหมาย รูปแบบของอาการ สาเหตุ ผลกระทบ ไปจนถึงแนวทางการรักษาที่ทันตแพทย์นิยมใช้ในปัจจุบัน เพื่อให้พร้อมตัดสินใจดูแลรอยยิ้มของตัวเองได้อย่างมั่นใจ

ภาวะฟันสบเปิดคืออะไร

ฟันสบเปิด (Open Bite) คือภาวะที่ฟันบนและฟันล่างสัมผัสหรือสบชิดกันไม่ได้ตามปกติเมื่อกัดฟันปิดสนิท ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟันแถวบนและแถวล่างค้างอยู่ในบริเวณนั้น ต่างจากการสบฟันปกติที่ฟันบนและฟันล่างควรสัมผัสกันพอดีเมื่อกัดปิดปาก

ภาวะนี้พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ความรุนแรงและตำแหน่งของช่องว่างก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน บางเคสมีช่องว่างเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ ขณะที่บางเคสมีช่องว่างกว้างจนส่งผลต่อการบดเคี้ยวอาหารและการพูดอย่างชัดเจน ทันตแพทย์จึงมักตรวจดูตำแหน่งฟันและถ่ายภาพรังสีเพื่อประเมินระดับความรุนแรงก่อนวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

รูปแบบของอาการฟันสบเปิด

ฟันสบเปิดแบ่งออกได้ตามตำแหน่งของฟันที่ไม่สบชิดกัน รูปแบบหลักที่พบ มีดังนี้

ฟันสบเปิดด้านหน้า (Anterior open bite)

ฟันสบเปิดด้านหน้าเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด ลักษณะคือเมื่อกัดฟันกรามด้านหลังปิดสนิท ฟันหน้าบนและฟันหน้าล่างกลับไม่สัมผัสกัน เกิดเป็นช่องว่างรูปวงรีอยู่บริเวณฟันหน้า มักสังเกตเห็นได้ชัดเวลายิ้มหรือพูดคุย และส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในวัยเด็กหรือตำแหน่งลิ้นที่ผิดปกติ

ฟันสบเปิดด้านหลัง (Posterior open bite)

ฟันสบเปิดด้านหลังพบได้น้อยกว่ารูปแบบแรก ลักษณะคือฟันกรามน้อยหรือฟันกรามด้านหลังไม่สบชิดกัน ขณะที่ฟันหน้ายังคงสัมผัสกันได้ตามปกติ อาจเกิดขึ้นข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง และมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของโครงสร้างขากรรไกรหรือการขึ้นของฟันบางซี่ที่ไม่สมบูรณ์

ภาวะฟันสบเปิดเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง?

ภาวะฟันสบเปิดเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากโครงสร้างร่างกายและพฤติกรรมที่สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก สาเหตุสำคัญที่ทันตแพทย์มักพบ ได้แก่

  • ลักษณะโครงกระดูกขากรรไกรที่มีทิศทางการเจริญเติบโตในแนวดิ่งมากกว่าปกติ ซึ่งมักมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมในครอบครัว
  • พฤติกรรมดูดนิ้วหรือใช้จุกนมหลอกต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินช่วงวัยที่เหมาะสม จนส่งผลต่อทิศทางการขึ้นของฟันหน้า
  • พฤติกรรมลิ้นดันฟัน (Tongue Thrusting) หรือวางลิ้นแทรกอยู่ระหว่างฟันบนและฟันล่างขณะกลืนน้ำลายหรือพูด
  • การหายใจทางปากเป็นประจำ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากภูมิแพ้ ต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์โต จนทำให้ทางเดินหายใจทางจมูกโล่งน้อยกว่าปกติ
  • ความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกรหรือการขึ้นของฟันบางซี่ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งพบได้ในกรณีฟันสบเปิดด้านหลัง

หลายเคสอาจมีมากกว่าหนึ่งสาเหตุเกิดร่วมกันด้วย ทันตแพทย์จึงต้องซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อนสรุปสาเหตุที่แท้จริง

ผลกระทบจากการมีภาวะฟันสบเปิด

ผลกระทบฟันสบเปิด

ถ้าปล่อยให้ภาวะฟันสบเปิดดำเนินไปโดยไม่ได้รับการดูแล อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในหลายด้าน ผลกระทบที่ควรรู้ไว้ มีดังนี้

 ปัญหาการบดเคี้ยวอาหาร

เมื่อฟันหน้าสบชิดกันไม่ได้ตามปกติ การกัด หรือฉีกอาหารด้วยฟันหน้าจึงทำได้ยากขึ้น ต้องอาศัยฟันกรามด้านหลังในการบดเคี้ยวมากกว่าที่ควร ช่องว่างระหว่างฟันหน้ายังเป็นจุดที่เศษอาหารตกค้างได้ง่ายกว่าปกติด้วย หากดูแลความสะอาดไม่ทั่วถึงก็เพิ่มความเสี่ยงต่อฟันผุตามมาได้ 

อีกทั้งพอฟันกรามด้านหลังต้องรับภาระบดเคี้ยวต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผิวฟันบริเวณนั้นก็มีโอกาสสึก หรือแตกเร็วกว่าปกติ หากการสึกลุกลามจนเนื้อฟันเสียหาย ทันตแพทย์อาจต้องอุดฟันเพื่อซ่อมแซม แต่ถ้าลุกลามถึงชั้นโพรงประสาทฟัน ก็อาจจำเป็นต้องรักษารากฟันควบคู่ไปด้วย ส่วนเคสที่ฟันเสียหายรุนแรงจนเก็บรักษาไว้ไม่ได้ ทันตแพทย์อาจพิจารณาถอนฟันซี่นั้นและวางแผนทำรากฟันเทียมเพื่อทดแทนในภายหลัง

ทำให้ออกเสียงพูดไม่ชัดในบางคำ

ในด้านการพูด ฟันสบเปิดอาจทำให้ออกเสียงบางพยัญชนะไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเสียงที่ต้องอาศัยลิ้นแตะฟันหน้า เช่น เสียง ส หรือ ท เพราะลมและลิ้นแทรกผ่านช่องว่างออกมาได้ง่ายกว่าปกติ

อาการปวดข้อต่อขากรรไกรและโครงใบหน้าผิดรูป

ในเคสที่ฟันสบเปิดเกิดจากโครงสร้างขากรรไกรผิดปกติ การสบฟันที่ไม่สมดุลอาจทำให้ข้อต่อขากรรไกรต้องทำงานหนักกว่าปกติ จนเกิดอาการปวด หรือเมื่อยล้าบริเวณขากรรไกรได้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะหลังพูดหรือเคี้ยวอาหารเป็นเวลานาน 

บางรายที่มีภาวะฟันสบเปิดร่วมกับโครงสร้างใบหน้าที่มีสัดส่วนแนวดิ่งมากกว่าปกติ อาจสังเกตเห็นว่าใบหน้าส่วนล่างดูยาวกว่าปกติเล็กน้อย หรือริมฝีปากปิดไม่สนิทขณะพักหน้า ทั้งนี้ลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนที่มีภาวะฟันสบเปิดเสมอไป

เมื่อไหร่ที่ควรไปปรึกษาทันตแพทย์

ถ้าสังเกตเห็นช่องว่างระหว่างฟันบนและฟันล่างเวลากัดฟันปิดสนิท ไม่ว่าจะเป็นบริเวณฟันหน้า หรือฟันกราม ควรนัดหมายทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินโดยไม่ต้องรอให้อาการรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีอาการร่วม เช่น เคี้ยวอาหารลำบาก พูดไม่ชัด หรือปวดเมื่อยขากรรไกรบ่อยครั้ง 

สำหรับเด็กที่ยังมีพฤติกรรมดูดนิ้ว หรือลิ้นดันฟันต่อเนื่องหลังอายุ 4 ถึง 5 ปี ก็ควรพาไปพบทันตแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนแก้ไขพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะยิ่งตรวจพบและดูแลได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยลดโอกาสที่ปัญหาจะลุกลามไปถึงช่วงที่ฟันแท้ขึ้นครบแล้วได้มากขึ้นเท่านั้น

ทันตแพทย์ของ TEETH TALK DENTAL CLINIC ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า “ผู้ปกครองสามารถลองสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานในชีวิตประจำวันได้เบื้องต้น เช่น ท่าทางขณะกลืนน้ำลายว่ามีลิ้นดันออกมาระหว่างฟันหรือไม่ หรือเผลอหายใจทางปากบ่อยครั้งหรือเปล่า เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ปรับแก้ อาจส่งผลต่อทิศทางการขึ้นของฟันแท้ในระยะยาวได้ หากพบว่าลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้ต่อเนื่อง ควรพาไปพบทันตแพทย์เพื่อประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ”

แนวทางการรักษาฟันสบเปิดโดยทันตแพทย์

แนวทางรักษาฟันสบเปิด

การรักษาฟันสบเปิดมีหลายแนวทาง ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และอายุของผู้เข้ารับการรักษา แนวทางหลักที่ทันตแพทย์มักพิจารณา มีดังนี้

การจัดฟันเพื่อปรับตำแหน่งและแก้ไขการสบฟัน

การจัดฟันเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขภาวะฟันสบเปิดที่ไม่รุนแรงมาก ทันตแพทย์อาจใช้ยางดึงฟันในแนวตั้งร่วมกับเครื่องมือจัดฟัน เพื่อค่อย ๆ ดึงฟันหน้าให้เคลื่อนลงมาสบชิดกันมากขึ้น 

ในเคสที่มีสาเหตุจากลิ้นดันฟัน ทันตแพทย์อาจแนะนำให้ฝึกวางตำแหน่งลิ้นควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้ฟันเคลื่อนกลับไปเป็นเหมือนเดิม ส่วนเคสฟันสบเปิดที่ไม่รุนแรง ส่วนใหญ่แก้ไขได้ด้วยจัดฟันไม่ผ่าตัดขากรรไกรโดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเสมอไป

การผ่าตัดขากรรไกรเพื่อปรับโครงสร้างกระดูก

ถ้าฟันสบเปิดมีสาเหตุจากโครงสร้างขากรรไกรผิดปกติรุนแรง เช่น กระดูกขากรรไกรมีทิศทางการเจริญเติบโตในแนวดิ่งมากเกินไปจนการจัดฟันเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ทันตแพทย์อาจส่งต่อให้วางแผนร่วมกับทันตแพทย์ผู้ชำนาญด้านศัลยกรรมช่องปากและขากรรไกร เพื่อพิจารณาผ่าตัดปรับโครงสร้างกระดูกขากรรไกรควบคู่ไปกับการจัดฟัน มักทำในผู้ที่กระดูกใบหน้าเจริญเติบโตสมบูรณ์แล้ว และต้องผ่านการวางแผนร่วมกันระหว่างทันตแพทย์จัดฟัน และศัลยแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

การใช้เครื่องมือพิเศษยึดตำแหน่งฟันและขากรรไกร

สำหรับเด็กที่ยังอยู่ในช่วงฟันน้ำนม หรือฟันผสม ทันตแพทย์อาจพิจารณาใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น เครื่องมือกันลิ้นดันฟัน (Tongue Crib) เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมลิ้นดันฟัน หรือดูดนิ้วให้เลิกได้เร็วขึ้น ก่อนที่ฟันแท้จะขึ้นมาผิดตำแหน่งตามพฤติกรรมเดิม 

บางเคสอาจใช้เครื่องมือดึงศีรษะร่วมกับแรงดึงในแนวดิ่ง เพื่อช่วยควบคุมทิศทางการเจริญเติบโตของขากรรไกรในผู้ที่ยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ทั้งนี้ชนิดและระยะเวลาการใช้เครื่องมือขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทันตแพทย์ในแต่ละเคส

แก้ไขปัญหาฟันสบเปิดเพื่อรอยยิ้มมั่นใจที่ TEETH TALK DENTAL CLINIC

หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนในครอบครัวมีภาวะฟันสบเปิด หรือกำลังมองหาคลินิกที่ช่วยวางแผนแก้ไขปัญหาการสบฟันอย่างเหมาะสม คลินิกทำฟัน TEETH TALK DENTAL CLINIC พร้อมตรวจประเมินและให้คำแนะนำแนวทางรักษาที่เหมาะกับสภาพฟันของคุณ

ทีมทันตแพทย์ของ TEETH TALK DENTAL CLINIC ที่มีประสบการณ์ดูแลเคสฟันสบเปิดมาอย่างต่อเนื่อง ยินดีตรวจประเมินตำแหน่งช่องว่างระหว่างฟันและลักษณะการสบฟันอย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าฟันสบเปิดมีสาเหตุจากพฤติกรรมหรือโครงสร้างขากรรไกร ก่อนช่วยวางแผนรักษาที่ตรงจุดไปด้วยกัน โดยอาศัยเครื่องสแกนฟัน 3 มิติร่วมกับภาพถ่ายรังสีตามมาตรฐาน ISO9001:2015 ช่วยให้เห็นทิศทางการเจริญเติบโตของขากรรไกรชัดเจนขึ้น พร้อมแจ้งแผนการรักษาและค่าใช้จ่ายให้ทราบตั้งแต่ต้น ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

เพราะการแก้ไขฟันสบเปิดมักต้องนัดติดตามผลต่อเนื่องหลายครั้งตลอดช่วงจัดฟัน TEETH TALK DENTAL CLINIC จึงมี 24 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางแสน (ม.บูรพา) ให้พอเลือกสาขาที่เดินทางสะดวกไว้สำหรับปรับเครื่องมือ หรือตรวจความคืบหน้าได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียว (เช็กสาขา TEETH TALK DENTAL CLINIC ใกล้บ้าน)

รับสิทธิ์พิเศษและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาฟรี!

  • ฟันสบเปิดทำไงดี? เช็กสาเหตุ พร้อมวิธีรักษาให้กลับมายิ้มมั่นใจ
  • ฟันสบเปิดทำไงดี? เช็กสาเหตุ พร้อมวิธีรักษาให้กลับมายิ้มมั่นใจ

สรุปบทความ

ฟันสบเปิดคือภาวะที่ฟันบนและฟันล่างไม่สบชิดกันเมื่อกัดฟันปิดสนิท แบ่งเป็นแบบฟันหน้าและฟันหลัง ซึ่งเกิดได้จากทั้งพันธุกรรม โครงสร้างขากรรไกร และพฤติกรรมในวัยเด็ก หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อการบดเคี้ยว การพูด และสุขภาพขากรรไกรตามมาได้ การเข้ารับการตรวจประเมินโดยทันตแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนแก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นการจัดฟัน การใช้เครื่องมือพิเศษ หรือการผ่าตัดขากรรไกรในเคสที่จำเป็น ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

หากต้องการนัดหมายจองคิว หรือปรึกษาเรื่องฟันสบเปิด สามารถติดต่อสอบถาม TEETH TALK DENTAL CLINIC ได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟันสบเปิด

ฟันสบเปิดสามารถหายเองได้ไหม?

โดยทั่วไปฟันสบเปิดในฟันแท้มักไม่หายเองหากไม่ได้รับการรักษา แต่ในเด็กบางรายที่ฟันสบเปิดเกิดจากพฤติกรรม เช่น ดูดนิ้วหรือลิ้นดันฟัน หากเลิกพฤติกรรมได้ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงฟันน้ำนมหรือฟันผสม บางเคสอาจมีโอกาสดีขึ้นได้เองบางส่วนตามการเจริญเติบโตของขากรรไกร แต่หากฟันแท้ขึ้นครบแล้วยังมีช่องว่างหลงเหลืออยู่ ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อวางแผนรักษาที่เหมาะสม

จัดฟันธรรมดาสามารถช่วยแก้ฟันสบเปิดได้ไหม?

ได้ในหลายเคส โดยเฉพาะเคสที่มีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมหรือตำแหน่งฟัน ทันตแพทย์อาจใช้ยางดึงฟันในแนวตั้งหรือเครื่องมือเสริมร่วมกับการจัดฟันเพื่อดึงฟันหน้าให้สบชิดกันมากขึ้น แต่ในเคสที่เกิดจากโครงสร้างขากรรไกรผิดปกติรุนแรง อาจจำเป็นต้องพิจารณาการผ่าตัดขากรรไกรร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการตรวจประเมินของทันตแพทย์ในแต่ละเคส

ปัญหาฟันสบเปิดส่งผลให้เกิดภาวะนอนกรนจริงไหม?

ฟันสบเปิดบางเคสอาจมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหายใจทางปากหรือตำแหน่งลิ้นที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการนอนกรนได้ในบางราย อย่างไรก็ตาม การนอนกรนมักเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น โครงสร้างทางเดินหายใจหรือน้ำหนักตัว จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกคนที่มีฟันสบเปิดจะมีอาการนอนกรนเสมอไป หากกังวลเรื่องนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงเพิ่มเติม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า